3 หนุ่มนอนคุก คดีฆ่าพ่อค้ากัญชายัดกล่องฝังดิน ศาลไม่ให้ประกันตัว ชี้พฤติการณ์ร้ายแรงเป็นภัยสังคม กลัวหลบหนี

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ควบคุมตัว นายศุภกร อายุ 27 ปี ชาวปทุมธานี นายกฤตธนัท อายุ 24 ปี ชาวกทม. และ นายชยพล อายุ 27 ปี ชาวลพบุรี ผู้ต้องหาที่ 1-3 ตามหมายจับศาลอาญา คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 -29 มิ.ย.2569 ในชั้นสอบส่วนผู้ต้องหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้ต้องหาที่ 2-3 ให้การปฏิเสธ

คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2569 เวลาประมาณ 21.37 – 23.30 น. นายศุภกร นายกฤตธนัท และนายชยพล ผู้ต้องหามีปากเสียงกับนายชัยสิทธิ์ หรือโป๊ย อายุ 34 ปี พ่อค้ากัญชา เรื่องที่นายชัยสิทธิ์ แจ้งความดำเนินคดีว่า นายกฤคธนัท ขโมยนาฬิกาของนายชัยสิทธิ์ จนมีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นนายชัยสิทธิ์โพสต์เฟซบุ๊กประจาน

ทั้งนี้ นายศุภกร ผลักนายชัยสิทธิ์ ผู้ตายล้มลงไปนอนหงายบนโซฟา แล้วนายศุภกรนั่งคร่อมร่างนายชัยสิทธิ์ไว้ ก่อนใช้อาวุธมีดแทงนายชัยสิทธิ์ ซึ่งนายภูวนัยจึงเข้าไปห้ามนายศุภกร ในเวลานั้นนายกฤตธนัท และนายชยพล ที่มาด้วยกันกับนายศุภกร เข้ามาล็อกแขนของนายฏวนัยคนละข้าง เพื่อไม่ให้นายฎวนัยเข้าไปยุ่ง ขณะที่นายศุภกรจะจัวงแทงนายชัยสิทธิ์ซ้ำอีก แต่นายภูวนัยตะโกนบอกว่าพอแล้ว นายศุภกรจึงไม่แทงนายชัยสิทธิ์อีก แต่ทำให้นายชัยสิทธิ์เสียชีวิต

จากนั้นผู้ต้องหาช่วยกันยัดศพผู้ตายใส่ในกล่องลังพลาสติกสีน้ำเงินขนาดใหญ่ แล้วใส่ในกระบะดินเพาะปลูกกัญชา เอาดินกลบลังพลาสติกไว้ ในห้องพักชั้น 2 ของบ้าน เหตุเกิดที่บ้านพัก ย่านดอนเมือง กทม.

ภายหลังเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ตำรวจ สน.ดอนเมือง จับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้พร้อมของกลาง นอกจากนี้มารดาผู้ตายตรวจสอบทรัพย์สินภายในบ้านดังกล่าว พบว่าทรัพย์สินสูญหายไปรวม 103,250 บาท จึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ร่วมกันซ่อนเร้นอำพรางศพ ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย , พาอาวุธ(มีด) ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร,ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม , เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งเอกสารใดของผู้อื่น(บัตรประจำตัวประชาชน) ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมืองดำเนินคดีตามกฎหมาย

ท้ายคำร้องยังระบุว่า พนักงานสอบสวนสน.ดอนเมืองได้สอบสวนผู้ต้องหาจะครบกำหนด 48 ชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ เนื่องจากจะต้องรอสอบปากคำพยานอีก 5 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา รอรายงานชันสูตรศพ และอื่นๆ จึงขออำนาจศาลฝากขัง และคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีในภายหลัง

ศาลอาญาพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ ต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 3 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว

ส่วนของผู้ต้องหาที่ 1 ศาลอาญา พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ผู้ต้องหาที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เป็นภัยต่อสังคมโดยรวม ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายคัดค้านการปล่อยชั่วคราว ในชั้นนี้หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาที่ 1 จะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง

ผู้ต้องหาที่ 2 ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ผู้ต้องหาที่ 2 มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เป็นภัยต่อสังคมโดยรวม ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายคัดค้านการปล่อยชั่วคราว ในชั้นนี้หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาที่ 2 จะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง

ผู้ต้องหาที่ 3 ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้องฝากขังแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย พนักงานสอบสวนคัดค้าน พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาที่ 3 จะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ ยกคำร้อง

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน