เปิดผลสำรวจ KPI Poll “ชัชชาติ” ยังเต็งหนึ่ง แย่งฐานจาก “ปชน.-ปชป.” ขณะที่คนกรุงเกือบครึ่งสนใจนโยบายผู้สมัคร ส่วนสนาม สก.พรรคประชาชน ยังนำ
เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69 : ฐานเสียงการเมืองกับการเลือกผู้ว่าฯ และแนวโน้มการเลือก ส.ก. ก่อนโค้งสุดท้าย” โดยทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญดังนี้
1.หากท่านเป็นคน กทม. ท่านจะศึกษานโยบายต่าง ๆ ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ท่านสนใจหรือมีแนวโน้มจะเลือกมากน้อยเพียงใด?
- 46.6% ระบุว่าจะศึกษาอย่างละเอียด ทั้งนโยบายหลักและความเป็นไปได้
- 30.1% ระบุว่าศึกษาเพียงบางส่วน หรือเห็นผ่านสื่อ/โซเชียลมีเดีย
- 12.2% ศึกษาพอสมควร ให้รู้ว่านโยบายสำคัญคืออะไร
- 6.6% อาจไม่ได้ศึกษานโยบายอย่างจริงจัง
- 4.5% ไม่ทราบ ไม่มีความเห็น
แสดงว่าคนเกือบครึ่งให้ความสนใจกับนโยบายของผู้สมัคร สะท้อนว่านโยบายเริ่มมีบทบาทต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้สมัครมากขึ้น แต่ความสนใจดังกล่าว บางส่วนยังมีลักษณะรับรู้และติดตามบางส่วน จึงเป็นโจทย์ที่ผู้สมัครและพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารนโยบายให้มากขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและเหตุผลมากขึ้น มิใช่เพียงกระแสความนิยม หรือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร
2.“ชัชชาติ” นำข้ามฐานพรรค “ดร.โจ” เด่นในฐานประชาชน “อนุชา” นำในฐานประชาธิปัตย์ เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือก สส. เขต เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 พบว่า
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุดในหลายฐาน ได้แก่ พรรคประชาชน 45.4%, เพื่อไทย 42.1%, ภูมิใจไทย 54.4%, พรรคอื่น ๆ 52.3% และกลุ่มจำไม่ได้ ไม่ได้ไปใช้สิทธิ และไม่ประสงค์ตอบ 30.8%
ขณะที่ในฐานพรรคประชาชน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ 30.6% เป็นอันดับรองลงมา ส่วนฐานพรรคประชาธิปัตย์มีแนวโน้มเลือก นายอนุชา บูรพชัยศรี สูงสุด 31.1% ตามด้วยผู้สมัครคนอื่นๆ 25.8% และ นายชัชชาติ 22.7%
จะเห็นว่าสนามผู้ว่าฯ กทม. ยังเป็นสนามที่ “ตัวบุคคล” มีน้ำหนักสูงกว่าสังกัดพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติยังสามารถดึงคะแนนข้ามฐานพรรคได้หลายกลุ่ม แต่ฐานพรรคประชาชนและฐานประชาธิปัตย์ยังคงมีทิศทางเฉพาะของตนเอง ทำให้การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงการวัดความนิยมรวม แต่เป็นการแย่งชิงฐานคะแนนที่มีพฤติกรรมต่างกันในแต่ละกลุ่มการเมืองด้วย
3.เลือก ส.ก. คนดู “นโยบาย” มากกว่า “พรรค” โดย 34.9% ระบุ เลือก ส.ก. ยึดจาก “นโยบายที่เสนอ” มากที่สุด รองลงมา 21.9% ยึดจากพรรค กลุ่มที่สังกัด, 17.9% ยึดจากผลงานที่ผ่านมา, 11.6% ยึดจากตัวบุคคล และภาพลักษณ์ และ 13.7% ไม่ประสงค์ตอบ
สะท้อนว่า ส.ก. ไม่ได้ถูกมองเพียงฐานะตัวแทนทางการเมืองของพรรค แต่ถูกคาดหวังให้เป็นตัวแทนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่ และมีข้อเสนอที่จับต้องได้ต่อปัญหาเมืองและปัญหาเฉพาะเขต แต่ “พรรคและฐานการเมือง” ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจไม่น้อย ผู้สมัครจึงต้องแข่งขันทั้งด้วยนโยบาย ผลงาน และความน่าเชื่อถือในพื้นที่ ไม่ใช่อาศัยกระแสพรรคหรือกระแสผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว
4. สนาม ส.ก. “ปชน.” นำ แต่ “ผู้สมัครอิสระและกลุ่มยังไม่ตัดสินใจ” ยังเป็นตัวแปรใหญ่ คนกว่าครึ่งยังเปิดใจ หากเลือกตั้ง ส.ก. วันนี้ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนมีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุด 27.7% รองลงมาคือผู้สมัครอิสระคนอื่น ๆ 18.5%, ยังไม่แน่ใจ ยังไม่ตัดสินใจ 17.7%, ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 11.5% และผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย 10.6% ส่วนกลุ่มอื่น ๆ มีคะแนนในระดับรองลงมา
เมื่อมีพรรค/กลุ่ม/บุคคลเสนอนโยบายตรงใจกว่า 38.3% ระบุ ยังไม่แน่ใจแต่เปิดใจพิจารณา, 32.8% ยังเลือกหมายเลขเดิม/ไม่เปลี่ยนแน่นอน, 15.4% มีโอกาสเปลี่ยนใจสูงและ 13.5% ไม่ประสงค์ตอบ
แสดงว่า สนาม ส.ก. ยังเป็นสนามที่ “เปิดกว้าง” แม้ผู้สมัครจากพรรคประชาชนจะนำ แต่คะแนนของผู้สมัครอิสระและกลุ่มยังไม่ตัดสินใจยังสูง สะท้อนว่า ความใกล้ชิดกับพื้นที่ นโยบายที่จับต้องได้ และความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร ยังมีผลมาก ผู้สมัครจึงต้องแสดงให้เห็นว่าจะเป็นตัวแทนพื้นที่ ผลักดันปัญหา ในเขต และตรวจสอบการบริหาร กทม. ได้อย่างไร ไม่ใช่พึ่งเพียงกระแสพรรคหรือการเมืองระดับใหญ่
