สว.เศรณี แฉขบวนการฮุบเค้ก‘นมโรงเรียน’ 1.4 หมื่นล้าน ซัดมี ‘เจ้าพ่อ-มาเฟีย’ กำกับเกม เด็กไม่ได้ดื่มนม เกษตรกรโคนมใกล้ล้มทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กลุ่มที่ 6 พืชสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ และประมง เปิดเผยถึงปัญหาโครงการนมโรงเรียนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในปัจจุบัน โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลดำเนินการมาอย่างยาวนาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

แต่กลับยังคงเผชิญปัญหาซ้ำซาก ทั้งเรื่องการจัดสรรสิทธิ การบริหารจัดการ และข้อครหาความไม่โปร่งใส จนส่งผลกระทบต่อทั้งเด็กนักเรียนและเกษตรกรผู้ผลิตน้ำนมดิบโดยตรง

นายเศรณี กล่าวว่า ตนอยู่ในวงการเกษตรมาตลอดและเห็นพัฒนาการของโครงการนมโรงเรียนมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ในอดีตกระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนวิทยาลัยเกษตรกรรมทั่วประเทศให้ดำเนินกิจการโคนมเพื่อการเรียนการสอนในลักษณะ Learning by Doing ก่อนที่รัฐบาลในสมัยนายชวน หลีกภัย จะเห็นถึงความสำเร็จของโครงการและมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2535 จัดตั้งโครงการนมโรงเรียนขึ้นอย่างเป็นทางการ

“วัตถุประสงค์ของโครงการมีเพียง 2 เรื่อง คือ ทำให้เด็กไทยไม่ขาดสารอาหาร และช่วยสร้างอาชีพให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เด็กได้ดื่มนมโคแท้ ขณะที่เกษตรกรก็มีตลาดรองรับน้ำนมดิบ ถือเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ” นายเศรณีกล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม และมีการจัดตั้งคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ “มิลค์บอร์ด” เพื่อกำกับดูแลระบบนมโรงเรียน กลับเกิดปัญหาสะสมต่อเนื่องจนถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ประกอบกับการเปิดเสรีทางการค้าและการนำเข้านมผงจากต่างประเทศในอัตราภาษี 0% ยิ่งทำให้โครงการนมโรงเรียนกลายเป็นสนามแข่งขันทางธุรกิจที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข

นายเศรณี ระบุว่า แม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการลดปัญหาเด็กขาดสารอาหารจากระดับกว่า 18% ในอดีต เหลือต่ำกว่า 5% ในปัจจุบัน แต่ปัญหานมโรงเรียนกลับยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งกรณีนมบูด นมเน่า นมไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงหลายโรงเรียนที่เปิดภาคเรียนแล้วแต่เด็กยังไม่ได้รับนมดื่ม

“โครงการนี้ใช้งบประมาณปีละกว่า 14,000 ล้านบาท หลายคนมองเป็นเหมือนเค้กก้อนใหญ่ที่ทุกฝ่ายอยากเข้ามามีส่วนแบ่ง ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและคุ้มครองสหกรณ์เกษตรกร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับเจตนารมณ์ดังกล่าว” นายเศรณีกล่าว

นายเศรณี กล่าวตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดสัดส่วนการจัดสรรนมโรงเรียนระหว่างภาคเกษตรกรและภาคเอกชนไว้ที่ 70 ต่อ 30 แต่ต่อมามีการปรับลดสัดส่วนของภาคเกษตรกรลง 9% และนำไปเพิ่มให้ภาคเอกชน โดยสังคมยังไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

นายเศรณี กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวนมากประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ไม่มีแหล่งรับซื้อ ขณะที่บางรายถูกกดราคารับซื้อเหลือเพียง 15-16 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนโคนมในประเทศลดลงจากเดิมกว่า 500,000-600,000 ตัว เหลือเพียง 200,000 ตัวเท่านั้น สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบส่งเสริมอาชีพโคนมในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิในโครงการนมโรงเรียนที่อาจไม่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่างกรณีการกำหนดให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีจำนวนโคนมไม่น้อยกว่า 200 ตัว ซึ่งส่งผลให้สหกรณ์ขนาดเล็กจำนวนมากหมดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ แม้จะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ควรได้รับการสนับสนุนตามมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม

“หลักเกณฑ์แบบนี้ทำให้สหกรณ์เล็กๆ ทยอยล้มหายตายจาก เหลือแต่สหกรณ์ใหญ่และเอกชนรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์ สวนทางกับเจตนารมณ์ของโครงการนมโรงเรียนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร” นายเศรณีกล่าว

นายเศรณี ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียน โดยระบุว่ามีข้อร้องเรียนเรื่องการปลอมปนผลิตภัณฑ์นมจากการใช้นมผงนำเข้า แต่การตรวจสอบกลับไม่ค่อยพบความผิดปกติ เนื่องจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเป็นหน่วยงานในสังกัดเดียวกัน

“ถ้าจะไปตรวจโรงงานหรือสุ่มตรวจนม เขารู้กันหมดว่าจะไปวันไหน จะตรวจที่ไหน จึงไม่เคยเจออะไรผิดปกติ ทั้งที่มีคนร้องเรียนมาโดยตลอด” นายเศรณีกล่าว พร้อมระบุว่า โครงการนมโรงเรียนในปัจจุบันมี “เจ้าพ่อ มีมาเฟีย และมีผู้มีอิทธิพล” ที่สามารถกำหนดทิศทางการจัดสรรสิทธิและผลประโยชน์ภายในระบบได้

นายเศรณี กล่าวถึงองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) และสหกรณ์โคนมหนองโพ ว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องรับภาระรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรจำนวนมาก แต่กลับได้รับการจัดสรรสิทธินมโรงเรียนในสัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงสูง ขณะที่ภาคเอกชนสามารถแข่งขันทางการตลาดได้อย่างคล่องตัวกว่า

“วันนี้คนที่รับกรรมที่สุดคือเด็กนักเรียนกับเกษตรกร ส่วนคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดกลับเป็นภาคเอกชน” นายเศรณีกล่าว

ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาตรวจสอบและปฏิรูประบบนมโรงเรียนอย่างจริงจัง โดยไม่ควรปล่อยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจสอบกันเอง แต่ควรเปิดทางให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าร่วมตรวจสอบแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับสังคม

นายเศรณี กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องตัดวงจรผลประโยชน์ออกจากโครงการนมโรงเรียน และกลับมายึดเป้าหมายดั้งเดิมคือการพัฒนาเด็กไทยและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างแท้จริง

พร้อมเสนอให้ขยายการดื่มนมโรงเรียนจาก 260 วันต่อปี เป็น 365 วัน และเพิ่มสิทธิให้เด็กได้รับนมอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อยกระดับโภชนาการและพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลลงทุนเรื่องอื่นได้มากมาย หากลงทุนเพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างสมบูรณ์ แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ” นายเศรณีกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน