โค้งร้อยศพศาลปู่โทนอีกแล้ว พ่วง 22 ล้อขนเสาเข็มเบรกแตก แหกโค้งเทกระจาด แท่งปูนปิดตายเส้นทาง สังเวยเด็กรถเสียชีวิต1 ส่วนโชเฟอร์เจ็บสาหัส

เมื่อเวลา 04.40 น.วันที่ 4 ก.ค.2569 ร.ต.อ.สมัย สุดาชาติ รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังขอนแดง (ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน สภ.นาดี) รับแจ้งรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ พลิกคว่ำบนถนนหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-ปักธงชัย บริเวณกิโลเมตรที่ 210+400 ช่วงขาลงจากภูเขามุ่งหน้า อ.กบินทร์บุรี ก่อนถึงศาลปู่โทน หมู่ 4 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนเดินทางไปตรวจสอบพร้อม ว่าที่ พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. (ปราจีนบุรี-สระแก้ว) เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงปราจีนบุรี และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมแห่งประเทศไทย (อ.กบินทร์บุรี) นำเครื่องตัดถ่างรุดตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 ช่องจราจร จุดเกิดเหตุอยู่เลยช่องจอดรถฉุกเฉินมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นโค้งหักศอกลาดชันสูง ท่ามกลางฝนตกกระหน่ำ และสภาพอากาศมืดมิด เจ้าหน้าที่พบรถบรรทุกพ่วงส่วนบุคคล 22 ล้อ หมายเลขทะเบียนหัวลาก 91-0830 นครราชสีมา และทะเบียนท้ายพ่วง 91-0831 นครราชสีมา ที่บรรทุกเสาเข็มคอนกรีตขนาดเล็กยาวประมาณ 1 เมตรเศษมาเต็มคันรถ พลิกคว่ำตะแคงข้างพังยับเยิน หัวเก๋งยุบอัดติดเป็นเนื้อเดียว โดยมีแท่งปูนเสาเข็มน้ำหนักมหาศาลหล่นปิดขวางทางขาลงเขาทั้ง 2 ช่องทาง รถไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้

เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องลุยสายฝนฝ่าความมืด ใช้เครื่องตัดถ่างงัดโครงเหล็กอย่างทุลักทุเล เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายในซากรถ โดยสามารถนำร่างคนขับคือ นายเฉลียว อายุ 58 ปี ออกมาได้ในสภาพได้รับบาดเจ็บสาหัส นำส่งโรงพยาบาลนาดี และต้องส่งต่อรักษาโรงพยาบาลกบินทร์บุรีในเวลาต่อมา

ส่วนผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยข้างคนขับคือ นายโกวิน อายุ 49 ปี (เด็กรถ) ถูกแรงกระแทกจนหล่นมาจากตัวรถ และถูกเหล็กอัดทับร่างแหลก ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาลนาดี แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวน ทราบว่ารถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าว ขนเสาเข็มคอนกรีตขนาดเล็ก น้ำหนักมหาศาลมาจาก อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าไปส่งที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นทางลงเขายาวต่อเนื่อง รถมีความเร็วสูง และมีสิ่งของบรรทุกหนัก จึงทำให้ลมเบรคหมด และคนขับอาจไม่ชำนาญเส้นทาง ส่งผลให้เบรคไม่อยู่ พุ่งชนเข้ากับเกาะกลางแบริเออร์ ช่วงที่กำลังมีงานซ่อมสร้างเป็นช่วงๆ อย่างจัง ก่อนที่รถจะพลิกคว่ำ และลื่นไถลมาฝั่งเลนซ้ายสุด กีดขวางการจราจรทั้งหมด

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง และอาสาสมัครกู้ภัย ต้อง ทำงานกลางสายฝนตลอดเวลา เพื่อย้ายแท่งปูนเสาเข็ม จนกระทั่งเวลา 13.00 น.จึงสามารถเคลียร์สิ่งกีดขวาง และเปิดช่องทางการจราจร ให้รถสัญจรผ่านไปได้ตามปกติ

ล่าสุดเวลา 18.05 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถนนสาย 304 เป็นถนนที่แคบ และชัน เกิดอุบัติเหตุบ่อย จนคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท เพื่อขยายเป็น 4 ช่องจราจร พร้อมสร้างสะพานยกระดับ และอุโมงค์ลอด เพื่อให้สัตว์ป่าข้าม และลดความสูญเสีย แต่ก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องจนได้รับฉายาว่า “โค้งมรณะ”

จากสถิติที่ผ่านมา พบว่ารูปแบบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แทบทุกครั้งมักเกิดขึ้นจากรถบรรทุกของหนัก และรถโดยสารสองชั้น เช่น เหตุวินาศกรรม ก.พ.68 รถบัสคณะดูงานจาก จ.บึงกาฬ พลิกคว่ำ เสียชีวิตไป 18–19 ศพ และช่วงต้นปี 67 ที่รถบรรทุกพ่วงแหกโค้ง พุ่งข้ามเกาะกลางชนประสานงารถบัสทัศนศึกษา หน้าศาลปู่โทนอย่างต่อเนื่อง

4 ปัจจัยให้เกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย
• ความลาดชันสูง และโค้ง ทางลงเขายาวต่อเนื่องถึง 5–6 กิโลเมตร มีโค้งหักศอกและโค้งตัว S ปราบเซียนถึง 12 โค้ง ทำให้รถหนักมีแรงเฉื่อยสะสมมหาศาล
• วิกฤตเบรคไหม้ ลมเบรคหมด คนขับที่ไม่ชำนาญทาง มักเหยียบเบรคแช่ตลอดทางลงเขา จนเกิดความร้อนสะสม ผ้าเบรคไหม้ ลมเบรคหมด และเกิดอาการเบรคแตก
• ฝนตกถนนลื่นยกกำลังสอง เมื่อฝนตกบนผิวภูเขา ถนนจะลื่นทวีคูณ ทัศนวิสัยจะถูกบดบังด้วยหมอกหนา
• ช่องทางฉุกเฉิน และแบริเออร์ไร้ประสิทธิภาพ ทางหยุดรถฉุกเฉิน (Emergency Escape Ramp) มีปัญหาเรื่องป้ายเตือนไม่ชัดเจน หรือสภาพกองทรายกรวดไม่พร้อมใช้งาน100% ในบางช่วง อีกทั้งแท่งแบริเออร์คอนกรีตขอบทางยังเป็นเพียงแค่มาตรฐานทั่วไป ไม่สามารถต้านทานแรงปะทะมหาศาลของรถบรรทุกหนักยามเบรคแตกได้

โดยในปี 2569 หน่วยงานภาครัฐร่วมกับสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กำลังเร่งผลักดันมาตรการรื้อโครงสร้างระยะยาว โดยกระทรวงคมนาคมได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ ในการ “ผ่าทางตันสร้างมอเตอร์เวย์แนวใหม่” เพื่อแยกกลุ่มรถยนต์ทั่วไป และรถบรรทุกหนักออกจากเส้นทางเขา ทล.304 เดิมอย่างเด็ดขาด

พร้อมทั้งเตรียมแผนปรับลดเปอร์เซ็นต์ความลาดชันของถนนลง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนประสานงานขอกระทบพื้นที่อุทยานมรดกโลก และจับมือกับกรมการขนส่งทางบก ตั้งจุดตรวจเข้มข้นเช็คระบบเบรค และสภาพความพร้อมของคนขับรถบรรทุก-รถโดยสารทุกคัน ก่อนจะปล่อยให้ลงเขา เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่ “โค้งมรณะปู่โทน” จะกลืนกินชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากกว่านี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน