ปอนด์-ภูวินทร์ รับมีพรีเซนเตอร์เยอะที่สุด ตั้งแต่ทำงานมา มองเป็นช่วงขาขึ้นของวงการบันเทิงไทย ย้ำจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง พร้อมรีแคปอยู่ด้วยกันมา 6 ปี
เรียกได้ว่าฮอตอย่างต่อเนื่องสำหรับสองนักแสดงหนุ่ม “ปอนด์ ณราวิชญ์” และ “ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน” ที่ล่าสุดวันที่ 11 ก.ค. ทั้งคู่ได้มาร่วมงาน “Moshi Moshi School of Friendship Special Event x PondPhuwin” ณ ศูนย์การค้า Megabangna (เมกาบางนา) โซน FoodWalk ชั้น G พร้อมให้สัมภาษณ์หลังจบงาน

ทั้งคู่เล่าถึงกระแสความฮอตที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ซีรีส์ “มีสติหน่อยคุณธีร์” ออนมาจนถึงมีภาคพิเศษออกมา โดยยอมรับว่าเป็นช่วงที่มีงานพรีเซนเตอร์มากที่สุดนับตั้งแต่เข้าวงการ มองว่าไม่ใช่เพราะตัวเองฮอตที่สุด แต่เป็นช่วงขาขึ้นของวงการบันเทิงไทยที่ทำให้ศิลปินหลายคนมีโอกาสมากขึ้น พร้อมเผยว่าตลอด 6 ปีที่อยู่ด้วยกันมา การมีอีกฝ่ายเป็นพาร์ตเนอร์คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เดินทางมาถึงวันนี้
เห็นพวกคุณสองคนเป็นพรีเซนเตอร์เยอะมาก?
ภูวินทร์ : “ขอบคุณมากครับ”
ปอนด์ : “จริงๆ แล้วเราสองคนไม่เคยได้รับหรอกครับ แต่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีแล้วกัน คือมันก็เป็นช่วงนึงที่เราได้มีโอกาสถือสินค้า ต้องขอบคุณหลายๆ สินค้ามากๆ ที่ไว้วางใจพวกเราครับ”
มีอันไหนที่ยังได้อีกไหม?
ภูวินทร์ : “เอาจริงๆ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ว่าพร้อมทำงานครับ”
เรียกว่าเป็นช่วงที่พรีเซนเตอร์เยอะที่สุดตั้งแต่อยู่วงการมาไหม?
ภูวินทร์ : “ก็ใช่ครับ ก็ดีใจมากๆ ที่ได้รับโอกาสนี้ อย่างที่บอกไปว่าขอบคุณแบรนด์ทุกแบรนด์ที่ไว้วางใจพวกเรานะครับ เราก็พยายามจะทำให้เต็มที่เหมือนกัน”

หลายคนบอกว่านาทีนี้ไม่มีใครฮอตเกินปอนด์-ภูวินทร์?
ภูวินทร์ : “ไม่หรอกๆ มีมากมายครับ ผมว่าโดยรวมมันคือช่วงขาขึ้นของทั้ง T-POP เองแล้วก็วงการไทย มันทำให้นอกจากพวกเราสองคน พี่ๆ น้องๆ ในวงการก็มีงานกันมากขึ้นด้วย”
เป็นปีทองของทั้งคู่?
ปอนด์ : “ผมคิดว่าเป็นจังหวะชีวิตแล้วกัน อย่างที่บอกว่าตอนเราถ่ายคุณธีร์ เราก็ไม่รู้หรอกว่ากระแสตอบรับมันจะดีขนาดนี้ จนมีภาคพิเศษออกมา แต่สุดท้ายพอออกมาแล้วคนชอบและทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น และทุกคนมีความสุขที่ได้ดูเราและอยากติดตาม ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้มาด้วยครับ”
หลายคนบอกว่าเราสองคนก็เตรียมความพร้อมกับโอกาสที่เข้ามาด้วย?
ปอนด์ : “จริงๆ เราสองคนก็ลองผิดลองถูกกันมาเยอะนะ เพราะว่าเราก็อยู่ด้วยกันมาปีนี้เข้าปีที่ 6 แล้ว แต่สิ่งหนึ่งเลยที่เราคุยกันตลอดคือไม่หยุดพัฒนาตัวเอง แล้วก็ดูแลตัวเอง เพราะเราไม่รู้ว่าจังหวะแบบนี้จะมาเมื่อไหร่”
ภูวินทร์ : “ก็ต้องใช้คำว่าเราก็พยายามทำให้ตัวเองพร้อมที่สุด ณ เวลานั้น ทำให้ตัวเองเก่งที่สุด”
แสดงว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเราไม่ได้รู้สึกว่าเรารอแค่โอกาส?
ภูวินทร์ : “ผมว่าเราทำเต็มที่ครับ รอโอกาสไหมก็ใช่ แต่จะรอโอกาสอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ครับ ผมก็เชื่อว่ามีพี่ๆน้องๆ ในวงการอีกหลายคนที่ทั้งเก่งกว่าพวกเรา แล้วก็พร้อมกับพวกเราด้วยครับผม ผมว่ามันก็อยู่ที่ไทม์มิ่งของแต่ละคนด้วยแหละ”

อยู่ด้วยกันมาหกปีแล้วเป็นยังไงบ้าง?
ปอนด์ : “อย่างที่ภูวินทร์เคยพูดไปในแฟนคอนสิ้นปีที่แล้วว่ามันก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นครั้งใหม่แล้วกัน จริงๆ พวกผมก็คุยกันตลอดว่าในทุกๆ ปีเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง มันก็คือจุดเริ่มต้นที่อะไรดีๆ ต้องเข้ามาแน่นอน เราคุยกันอย่างนี้ตลอด”
ภูวินทร์ : “ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเพราะว่าชีวิตคนเราก็ต้องมีขึ้นและมีลงตลอดเวลา แต่คิดว่าอย่างหนึ่งที่จะทำให้การทำงานของเราสองคน มีความสุขที่สุดสำหรับเราสองคนก็คือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงยังไง ผมว่าถ้าความสัมพันธ์สองคนมันดีมันก็จะไปได้เรื่อยๆ”
แสดงว่าหกปีการมีเขาเป็นพาร์ตเนอร์สำหรับเรารู้สึกสบายใจ?
ภูวินทร์ : “สบายใจๆ และรู้สึกว่ากว่าจะปรับตัวถึงวันนี้ได้ ใช้เวลาเยอะมากครับ”

เคยคิดไหมถ้าคนข้างๆ ไม่ใช่ภูวินทร์ ไม่ใช่ปอนด์?
ปอนด์ : “ผมเคยคิดนะ คิดว่าถ้าไม่ใช่ภูวินทร์ผมก็ไม่น่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ผมรู้สึกว่ามันคือการช่วยกัน คืออย่างคู่พวกเราไม่ได้มาแรงตั้งแต่แรก เราใช้เวลาในการได้เรียนรู้ได้ช่วยกัน และได้ฝึกมาด้วยกันทั้งคู่เรื่อยๆ จนวันนี้ที่เราโตขึ้นแล้วด้วย”
ภูวินทร์ : “ขอยืมคำพูดพี่ถาแล้วกัน เราสองคนโชคดีมากที่มีกันและกัน ผมว่าแค่นั้นแหละคือแก่นทุกอย่างเลย“
ปอนด์ : ”พวกเรามีหน้าที่มอบความสุขให้ทุกคน แฟนๆ ที่เค้ามาเจอเราได้รับความสุขกลับไปแน่นอน แล้วคงทำให้เขาอยากอยู่กับเราไปเรื่อยๆ แหละ“