รัฐบาล คุมเข้มคลินิกเสริมความงาม แพทย์ต้องแสดงชื่อจริง เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม เตือนฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ตรวจสอบก่อนรับบริการ
วันที่ 12 ก.ค. 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แพทยสภาได้ออกประกาศเรื่อง การโฆษณาเกี่ยวกับการเสริมสวยหรือการเสริมความงามของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
โดยกำหนดให้แพทย์ที่โฆษณาการให้บริการด้านเสริมความงามต้องแสดง ชื่อ-นามสกุลจริง และเลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม อย่างชัดเจน
หากใช้ชื่อเล่นต้องแสดงควบคู่กับชื่อจริงในรูปแบบ ขนาด และสีเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบตัวตนและสถานะของผู้ให้บริการได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงหรือใช้บริการกับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาต
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังธุรกิจเสริมความงาม
พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับแพทยสภา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ รวมถึงผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเด็ดขาด หลังพบการลักลอบให้บริการฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์ โดยผู้ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้บริโภค
รัฐบาลขอเตือนประชาชนว่า การฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และหัตถการด้านความงาม เป็นการรักษาทางการแพทย์ที่ต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาต และในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ก่อนเข้ารับบริการควรตรวจสอบ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ผู้ให้บริการเป็นแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตจริงหรือไม่ และสถานที่ให้บริการได้รับอนุญาตเป็นสถานพยาบาลตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการได้รับบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า หากประชาชนพบการแอบอ้างเป็นแพทย์ หรือได้รับความเสียหายจากการใช้บริการด้านเสริมความงาม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ สคบ. หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว
“รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งด้านมาตรฐานวิชาชีพ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการด้านเสริมความงามที่ปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบริการทางการแพทย์ของประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว