พ.ต.อ.ทวี แฉ แผนประทุษกรรมเชิงโครงสร้างเครือข่าย ฮั้วสว. จี้เปิดหีบตรวจพิสูจน์บัตร-คะแนน ล้างคราบทุจริต ให้สุจริตและเที่ยงธรรม
วันที่ 14 ก.ค. 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “เปิดหีบตรวจบัตรและคะแนน เพื่อล้างคราบทุจริต ฮั้ว สว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม” ระบุว่า
แผนประทุษกรรมเชิงโครงสร้างของเครือข่าย “ฮั้ว สว.” อาศัยช่องโหว่จากระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ข้อ 122 ที่กำหนดให้ผู้สมัครใช้ “หมายเลขประจำตัวเดียวกัน” ตลอดการเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 ทั้งรอบเช้าที่เลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ และรอบบ่ายที่เป็นการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มอาชีพ
ซึ่งส่งผลขัดกับหลักการตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า “การเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้วิธีลงคะแนนลับตามวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้” ไปอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่ได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครระดับประเทศเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2567 ขบวนการ ฮั้ว สว. ได้นำข้อมูล “หมายเลขผู้สมัคร” ดังกล่าวมาคำนวณทางคณิตศาสตร์ล็อกหมายเลขล่วงหน้า โดยใช้ “หมายเลขผู้สมัคร” ที่ กกต. จัดให้และเลือกบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 140 คน จัดทำเป็นโพยล็อกคะแนนในวันที่ 23-24 มิ.ย. 2567
พร้อมทั้งในวันที่ 24-25 มิ.ย.2567 ได้รวบรวมผู้สมัครในเครือข่ายที่ผ่านระดับจังหวัดและถูกใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริม หรือให้ผลประโยชน์ด้วยประการใด ๆ ประมาณ 1,200 คน เข้าพักในโรงแรมลักษณะปิดมิดชิดจำนวน 4-5 จังหวัดที่ตนเองและพวกมีอิทธิพล เพื่อซักซ้อมเลือกตามโพยที่ล็อกหมายเลข
ซึ่งมีโพย A และโพย B โดยมีหมายเลขผู้สมัคร 20 กลุ่ม กลุ่มละ 7 หมายเลข แต่หมายเลขซ้ำกัน 5 หมายเลข เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการล็อกผู้ที่จะเป็น สว. ให้ได้ 120-140 คน และบังคับให้ทุกคนสวมเสื้อโปโลสีเหลืองที่มีสัญลักษณ์เดียวกันในวันเลือกตั้งระดับประเทศ เพื่ออำพรางตัวให้กลมกลืนกับเจ้าหน้าที่ จนประสบความสำเร็จในการควบคุมผลแต้มคะแนนและผลักดันบุคคลในเครือข่ายเข้าสู่สภาสูงได้ถึง 138 คน
ภารกิจสำคัญในการค้นหาความจริงคือการ “เปิดหีบตรวจพิสูจน์บัตรและคะแนน” ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ประสานขอหมายศาลในการค้นหาความจริง ซึ่งเป็นหนทางที่ง่ายที่สุด ตรงจุดที่สุด และจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด
เพื่อเปลี่ยนสถานะบัตรลงคะแนนให้เป็น “พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์” เพื่อเป็นประจักษ์พยานชี้ชัดว่า บัตรและคะแนนเลือกตั้งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากเจตจำนงที่เป็นอิสระและไม่ได้เป็นการลงคะแนนลับ แต่เกิดจากการสมยอมและเลือกตามโพยที่เป็นใบสั่ง โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้
ลำดับที่ 1 ในการเลือกรอบเช้าซึ่งมีผู้สมัคร สว. ทั้งหมด 2,998 คน โดยกติกาแต่ละคนจะต้องกรอกหมายเลขเลือกผู้สมัครในกลุ่มอาชีพเดียวกันคนละ 10 หมายเลข เพื่อเลือกตนเองและผู้สมัครรายอื่นอีก 9 คน แต่เมื่อเปิดหีบบัตรตรวจพิสูจน์กลับพบการไม่เลือกตนเอง การลงคะแนนเลือกหมายเลขผู้สมัคร 10 ลำดับตรงกัน และเรียงตำแหน่งเดียวกันเป๊ะซ้ำซ้อนกันสูงถึง 12 – 25 ใบในหีบเดียวกัน
ซึ่งเมื่อคำนวณตามสูตรคณิตศาสตร์และสถิติประยุกต์ โอกาสที่ผู้สมัครซึ่งมีดุลพินิจอิสระจะสุ่มเลือกหมายเลขตรงกันเป๊ะและเรียงลำดับเหมือนกันเช่นนี้มีค่าเท่ากับศูนย์ หรือไม่มีความเป็นไปได้เลย (ยากยิ่งกว่าการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่หนึ่งเลขเดิมซ้ำกันติดต่อกันถึง 28 งวด) บัตรและคะแนนที่เหมือนกันเป๊ะในปริมาณมากขนาดจึงเชื่อได้ว่าเกิดจากโพยจัดตั้ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ลำดับที่ 2 การเลือกไขว้สายในรอบบ่ายที่มีผู้ลงคะแนนจำนวน 800 ใบ ซึ่งผู้สมัครมาจากหลากหลายอาชีพและต่างพื้นที่ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เลือกตนเองไม่ได้ ต้องเลือกผู้สมัครอื่นซึ่งโอกาสที่บัตรลงคะแนนจะเลือกผู้สมัครซ้ำกัน 5 ใบตรงกันทุกลำดับโดยธรรมชาติย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
บัตรเลือกตั้งและคะแนนดิบในรอบนี้จึงเป็น “ใบเสร็จ” ชิ้นสำคัญที่มัดกระบวนการใช้ จ้าง วาน อย่างดิ้นไม่หลุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ตรวจพบกลุ่มโหวตเตอร์พร้อมใจกันลงคะแนนเลือกบุคคลที่ตกรอบแรกไปแล้วในช่วงเช้า (เช่น หมายเลข 128 กลุ่ม 14) ซึ่งบุคคลดังกล่าวถูกคัดออกและไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารแนะนำตัวรอบบ่ายในคูหาแล้ว
แต่กลุ่มจัดตั้งกลับยังคงลงคะแนนให้กองรวมกันอย่างผิดปกติถึง 11 คะแนน พิสูจน์เด็ดขาดว่าผู้ลงแต้มคะแนนไม่ได้ใช้ดุลพินิจส่วนตัวหรือพิจารณาเอกสารแนะนำตัวในคูหาเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการกาเครื่องหมายใส่เลขผู้สมัครตามรหัสโพยฮั้วที่ล็อกไว้ล่วงหน้าอย่างจงใจ
ลำดับที่ 3 หากมีความจำเป็นส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ตรวจพิสูจน์บัตรและคะแนนตามลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 และรายงานผลการตรวจพิสูจน์เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐาน (ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญที่ขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรม)
ซึ่งในเบื้องต้นข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ชี้เพียงว่า “ความผิดปกติ” แต่ชี้ถึงแบบแผนการฮั้วที่เป็นระบบ มีการเตรียมคน แบ่งหน้าที่ กำหนดหมายเลข กระจายคะแนน และรักษาโควตาผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด
การจะอธิบายปรากฏการณ์ทุกชั้นนี้ว่าเป็นความบังเอิญพร้อมกันทั่ว 20 กลุ่ม ย่อมขัดกับเหตุผลและน้ำหนักของข้อมูลอย่างรุนแรง จะเผยพฤติกรรมอย่างชัดแจ้งว่า การกรอกกลุ่มหมายเลขในแต่ละกลุ่มอาชีพของผู้ที่มีโพย จะมีความแตกต่างจากผู้ที่ไม่มีโพยอย่างสิ้นเชิง
สะท้อนถึงการลงคะแนนที่ปราศจากความเสรีและไม่เป็นความลับ และเมื่อนำแต้มคะแนนดิบทั้งหมดมาประมวลผล จะพบรูปธรรมความเบี่ยงเบนทางสถิติที่ผิดธรรมชาติอย่างร้ายแรง โดยกลุ่มคนฮั้วล็อกตัวจริงตามโพย (อันดับ 1 – 6 ของทุกกลุ่มอาชีพ รวม 120 คน) มีแต้มคะแนนพุ่งทะยานสูงผิดปกติไปรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ณ ช่วงแต้มคะแนน 50 – 78 คะแนนพอดีเป๊ะตามสูตรคำนวณกระจายแต้มของโพยจัดตั้ง
ส่งผลให้แต้มคะแนนของผู้สอบได้ลำดับที่ 6 (ตัวจริงคนสุดท้าย) กับลำดับที่ 7 (สำรองคนแรก) มีช่องว่างห่างกันอย่างขาดลอยถึง 15 – 20 คะแนน ยืนยันชัดแจ้งว่าผู้สมัครอิสระตามธรรมชาติที่ไม่มีโพย จะไม่มีทางผ่านด่านกลไกควบคุมโหวตนี้ไปได้เลย
ดังนั้น การ “เปิดหีบตรวจบัตรและคะแนน” จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด เมื่อผลการเปิดหีบตรวจพิสูจน์สามารถชี้มูลความผิดได้อย่างชัดแจ้งผ่านพยานหลักฐานและกระบวนการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบ คัดแยก และตัดคะแนนที่มิชอบเหล่านี้ออก เพื่อสถาปนาความชอบธรรมให้แก่สภาสูงด้วยหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนหยัดอยู่บนหลักนิติรัฐและนิติธรรมอย่างแท้จริง