แม่โพสต์อุทาหรณ์ ลูก ป.4 ไม่สบาย ไปรับที่โรงเรียน ช็อกลูกหมดสติ ไม่ตอบสนองแล้ว นำส่งรพ. พบขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน หมอบอกให้ครอบครัวเตรียมใจ หวังเคสลูก ช่วยผลักดัน ให้โรงเรียนทบทวนมาตรฐานการดูแลเด็กเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

คุณแม่ท่านหนึ่ง โพสต์อุทาหรณ์ ลูกป่วยที่โรงเรียน ความว่า “ลูกแค่บอกครูว่าไม่สบาย”… ไม่มีพ่อแม่คนไหนคิดว่า นั่นจะเป็นประโยคสุดท้ายที่ยังได้คุยกับลูก

วันนี้ ฉันขอใช้พื้นที่เล็ก ๆ นี้ เล่าเรื่องของลูกชาย เพื่อหวังว่าจะไม่มีครอบครัวไหนต้องเผชิญเหตุการณ์เช่นเดียวกับเรา

เช้าวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 08.00 น. ระหว่างเข้าแถว ลูกชายของฉัน ซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้แจ้งครูว่ามีอาการปวดคอ ปวดท้องและปวดหัว

โรงเรียนได้โทรแจ้งให้ฉันมารับลูกกลับบ้าน ฉันรีบออกจากบ้านและใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเดินทางไปถึงโรงเรียน

เมื่อฉันเปิดประตูห้องพยาบาลเข้าไป ภาพที่เห็นคือ ลูกชายของฉันนอนหมดสติ ตัวเขียว และไม่ตอบสนองอีกแล้ว ลูกถูกรีบนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน ก่อนถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศิริราช

แพทย์แจ้งว่าลูกมีภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน หัวใจหยุดเป็นเวลาร่วม 10 นาที ส่งผลให้สมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และวันนี้ลูกยังคงนอนอยู่ในห้อง ICU โดยแพทย์ได้แจ้งให้ครอบครัวเตรียมใจ

จนถึงวันนี้ ฉันยังคงตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันว่า… ระหว่างที่ฉันกำลังรีบเดินทางไปหาลูก เกิดอะไรขึ้นกับลูกบ้าง?

ทีมแพทย์ได้ขอภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงเรียน เพื่อนำไปประกอบการประเมินว่า ก่อนที่ลูกจะหมดสติ มีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือนทางการแพทย์ใดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำคัญต่อการรักษาและการค้นหาสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวรู้สึกว่ายังไม่ได้รับความร่วมมือในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ทำให้เรายังคงมีคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้

ฉันไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อกล่าวโทษใคร แต่ฉันอยากขอให้เหตุการณ์ของลูก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกโรงเรียนในประเทศไทยกลับมาทบทวนมาตรฐานการดูแลเด็กเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เด็กที่ป่วยและถูกส่งเข้าห้องพยาบาล ควรได้รับการเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะเพียงไม่กี่นาที อาการอาจเปลี่ยนจาก “ไม่สบาย” กลายเป็น “วิกฤต”

ทุกโรงเรียนควรมีระบบรับมือเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน บุคลากรที่พร้อมช่วยเหลือ และความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาและการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ฉันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปช่วยลูกได้ แต่ฉันหวังว่า เรื่องของลูก จะช่วยปกป้องลูกของคนอื่น
หากเรื่องนี้ไปถึงผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง สื่อมวลชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฉันขอเพียงอย่างเดียว…

ช่วยกันผลักดันให้โรงเรียนทุกแห่งมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น เพื่อไม่ให้ครอบครัวใดต้องเผชิญความสูญเสียแบบที่ครอบครัวของฉันกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

ที่มา : La’Litphat Prawong

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน