สวก. หนุนวิจัย ช่วยเกษตกร รับมือ Climate Change เพิ่มโอกาสสร้างฝนในฤดูแล้ง สร้างน้ำกว่า 13 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) หรือ ARDA กล่าวว่า ทุกวันที่ฝนไม่ตก ไม่ได้หมายถึงเพียงฤดูกาลที่แห้งแล้ง แต่หมายถึงความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 149 ล้านไร่ โดยมากกว่าร้อยละ 70 อยู่นอกเขตชลประทาน

และต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลักถึงร้อยละ 75 หรือคิดเป็นความต้องการใช้น้ำมากกว่า 65,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ “ภารกิจฝนหลวง” มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมากยิ่งขึ้น

โดยที่ผ่านมาการปฏิบัติการฝนหลวงยังมีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากสารฝนหลวงสูตรเดิมสามารถใช้งานได้เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าร้อยละ 60 ส่งผลให้ในช่วงภัยแล้งหรือสภาพอากาศแห้งจัด ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต้องการน้ำมากที่สุด ไม่สามารถขึ้นปฏิบัติการได้อย่างเต็มศักยภาพ

ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พัฒนา “สารฝนหลวงทางเลือก AR23” โดยมี ดร.อาริสา ใจอยู่ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งสามารถใช้งานได้ในสภาพความชื้นสัมพัทธ์เพียง 56–60%

เพิ่มจำนวนแกนกลั่นตัวของเมฆได้ประมาณ 12% ขยายขีดความสามารถการเกิดฝนในช่วงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ซึ่งเดิมเป็นช่วงที่การทำฝนหลวงมีข้อจำกัดมากที่สุด AR23 เป็นนวัตกรรมสารฝนหลวงทางเลือกสูตรใหม่ที่ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยา และฟิสิกส์ของเมฆ พร้อมระบบประเมินผลที่อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์

ทั้งการตรวจอากาศชั้นบน การวัดจำนวนแกนกลั่นตัวของเมฆ การตรวจวัดละอองน้ำในเมฆ การใช้เรดาร์ตรวจอากาศ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติการอยู่บนฐานข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้

โดยผลการวิจัยยืนยันว่า AR23 มีประสิทธิภาพในการใช้งาน และผ่านกระบวนการทดสอบจนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติการจริงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ก่อนขยายผลสู่การใช้งานทั่วประเทศตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 ทำให้สามารถขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงได้ในสภาวะอากาศที่เดิมมีข้อจำกัด อีกทั้งยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการก่อเมฆและการเกิดเม็ดฝน รองรับทั้งภารกิจเพิ่มน้ำต้นทุน บรรเทาภัยแล้ง และลดผลกระทบจากหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5

ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี งานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ ARDA และความร่วมมือระหว่าง วว. กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้พัฒนาสาร AR23 สำเร็จ และก้าวจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง โดยสามารถผลิตสารฝนหลวงทางเลือกได้มากกว่า 35 ตัน ถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรกว่า 30 ราย พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตเป็นไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อปี เพื่อรองรับการปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ

อีกทั้งยังสามารถเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เกษตรได้เฉลี่ยสูงสุดกว่า 13 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 1 ล้านไร่ และสร้างมูลค่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 2,107 ล้านบาท จากการลดความเสียหายทางการเกษตร เสริมศักยภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงภัยแล้ง บรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและมลพิษทางอากาศ

ตลอดจนช่วยลดภาระการใช้งบประมาณของภาครัฐในการบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหาย จากภัยแล้งในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

นางสาวศรีธรรม ดั่นประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้นำสารฝนหลวงทางเลือก AR23 ไปใช้ในภารกิจปฏิบัติการจริง

ทั่วประเทศตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 ส่งผลให้อัตราความสำเร็จในการทำให้เกิดฝนในพื้นที่เป้าหมายสูงถึง ร้อยละ 98 ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติ สนับสนุนการเพาะปลูก บรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ นอกจากนี้ AR23 ยังถูกนำไปใช้ในภารกิจบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีผลสำเร็จของการปฏิบัติการ ร้อยละ 72 และสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ประมาณ ร้อยละ 30 สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน

ความสำเร็จของ AR23 ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพัฒนาสูตรสารฝนหลวง แต่ยังต่อยอดสู่การสร้างศักยภาพของประเทศผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรด้านการผลิตและการปฏิบัติการฝนหลวงให้แก่เจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเพื่อให้สามารถผลิต ควบคุมคุณภาพ และใช้งานสารได้อย่างมีมาตรฐาน พร้อมพัฒนาระบบรองรับการขยายผลในระยะยาว

ปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงใช้ AR23 ในการปฏิบัติการฝนหลวง และอยู่ระหว่างขยายฐานการผลิตจาก 1 แห่ง เป็น 3 แห่ง พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ลดต้นทุนด้านการขนส่ง เพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสารไปยังหน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ และยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือภัยแล้ง วิกฤตฝุ่น PM2.5 และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวปิดท้ายว่า ” ARDA ไม่ได้มุ่งเพียงสนับสนุนทุนวิจัย แต่ลงทุนในงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะการรับมือกับผลกระทบ

จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนลดลง ฤดูกาลเพาะปลูกไม่แน่นอน และภัยแล้งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทบต่อผลผลิต รายได้ของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหาร AR23 คืออีกตัวอย่างที่สะท้อนผลสำเร็จของการนำนวัตกรรมวิจัยไปใช้ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มศักยภาพของประเทศในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม”

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน