ผ้าป่าเพื่อชาติ กลุ่มสว.มอบเงินบริจาค เพื่อทำถนนชายแดน ช่องเสม็ด ให้ทหาร กว่า 5 แสนบาท ผ่านหลวงตาเยื้อน ขันติพโล พร้อมเตรียมลุยสร้างต่อเนื่องเพื่ออธิปไตยไทย
วันที่ 25 ก.ค.2569 ที่วัดสุทธิธรรมาราม จ.สุรินทร์ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย พร้อม นายรุจิภาส มีกุศล สว.สุรินทร์ นายสากล ภูลศิริกุล สว.นครพนม และทีมงานผู้ช่วยและที่ปรึกษา นำเงินปัจจัยที่ได้รับบริจาค จากการจัด “ผ้าป่าเพื่อชาติ” ถวายแด่ พระธรรมวชิรญาณโกศล วิ.(หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สายธรรมยุติ จำนวน 5 แสนบาท
เพื่อสนับสนุนงบประมาณ ในการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมที่ใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง การลำเลียงเสบียง และการช่วยเหลือกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ในพื้นที่เส้นทาง บริเวณช่องเสม็ด ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทหารไทยสามารถยึดคืนและสถาปนาอธิปไตย ช่วงที่มีการสู้รบล่าสุดที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สำหรับเงินผ้าป่าเพื่อชาติดังกล่าว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมันของรถบรรทุก รถเกรด รถบดอัด รวมทั้งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร น้ำดื่มต่างๆของบุคลากร ที่ร่วมก่อสร้างถนนชายแดน บริเวณช่องเสม็ด ต.บักได อ.พนมดงรักฯ ระยะทาง 2.5 กม.

หลังได้รับหินคลุกและแอสฟัลต์ ที่รื้อออกมาจากถนนลาดยาง ทางหลวงสายหลัก หมายเลข 24 โชคชัย-เดชอุดม ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ จากแขวงทางหลวงสุรินทร์ ตามที่ กกล.สุรนารี ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ เพื่อความมั่นคงชายแดน แต่ยังขาดงบประมาณดำเนินการ
ทางคณะ สว.สุรินทร์ และ สส.สุรินทร์ จึงได้มีการจัดกิจกรรมผ้าป่าเพื่อชาติ จนได้รับยอดเงินบริจาคดังกล่าว พร้อมทั้ง ได้มีการปิดบัญชีและงดรับบริจาคแล้ว

พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวว่า ในนามสมาชิกวุฒิสภา จ.สุรินทร์ ขอขอบคุณท่านสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันทำบุญทอดผ้าป่า เพื่อพัฒนาแนวชายแดนสุรินทร์ และขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านด้วย ที่ให้การสนับสนุน ช่วยกันในครั้งนี้
“ซึ่งเราจะรีบสร้างเพื่อไว้ขนกำลังขนเสบียงและต้องรีบทำตอนนี้ ถ้าช้าแล้วฝนตกลงมา กำลังทหารที่จะขึ้นไปปกปักชายแดน ก็จะไม่สะดวกและมีปัญหาในการดูแล ขอบคุณพี่น้องประชาชนและ สว.ทุกท่านที่เป็นกำลังใจ ให้กำลังใจทหารแนวหน้าดูแลชายแดนไทย เราไม่ทิ้งกัน” พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าว
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ฝ่ายความมั่นคงยังคงเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ในห้วงครบ 1 ปีเต็มของการสู้รบ หลังพบว่ามีการยั่วยุบ่อยครั้ง ขณะที่ประชาชนตามแนวชายแดนก็ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ ตื่นตัวไม่ตื่นตระหนก และมีการเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ในห้วงสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดา