เปิดใจเจ้าของร้าน “จริตไทย” ขอโทษชาวแพร่ ปมเหมารวม ยอมรับตอบคอมเมนต์ใช้อารมณ์มากเกินไป ขอยุติโต้ตอบบนโซเชียล ลั่นจากนี้ให้กฎหมายจัดการ

จากกรณีดราม่าระหว่างร้านเสื้อผ้าพื้นเมืองล้านนา “จริตไทย” และ “ปั๋นปอน” ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างอดีตสามีภรรยา ทั้งประเด็นสิทธิในการทำธุรกิจ การใช้ภาพสินค้า การนำภาพไปดัดแปลงด้วย AI รวมถึงเรื่องการเลี้ยงดูบุตร จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์

ล่าสุดวันที่ 6 ส.ค. 2569 น.ส.สุพิชชา เจ้าของร้าน “จริตไทย” เปิดใจกับ “ข่าวสดออนไลน์” ชี้แจงในหลายประเด็น โดยเริ่มต้นกล่าวขอโทษชาวจังหวัดแพร่ จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ตนกล่าวถึง “คนแพร่” ผ่านคลิปวิดีโอ จนทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ พร้อมยอมรับว่าในช่วงที่ตอบคอมเมนต์บนโซเชียลมีเดีย ตนใช้อารมณ์มากเกินไป จึงขออภัยต่อทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับประเด็นที่อดีตสามีกล่าวอ้างว่าบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นชนวนปัญหาในความสัมพันธ์ เป็นเพื่อนของตนนั้น น.ส.สุพิชชา ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายไม่เคยเรียนห้องเดียวกัน ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน และไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากเป็นเพื่อนจริง ก็น่าจะมีหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว

ส่วนกรณีแชตพูดคุยกับบุคคลดังกล่าว น.ส.สุพิชชา ระบุว่า แชตที่ถูกนำมาเผยแพร่ไม่ใช่หลักฐานของการมีชู้หรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว พร้อมยืนยันว่าไม่เคยนัดพบหรือมีความสัมพันธ์เกินเลยกับบุคคลดังกล่าว โดยในช่วงที่ตัดสินใจออกจากความสัมพันธ์ ตนเดินทางไปเรียนด้านแฟชั่นที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อขอเว้นระยะห่าง เนื่องจากอดีตสามียังไม่ยอมย้ายออกจากบ้านของตนในขณะนั้น เพราะตนไม่อยากอดทนที่จะต่อสู้กับอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ และ การใช้ชีวิตที่ไปด้วยกันต่อไม่ได้ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ตนอยากจบความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ในส่วนของสาเหตุที่ตัดสินใจออกมาอัดคลิปลงโซเชียลไม่ได้ต้องการโจมตีบุคคลใด แต่เกิดจากความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังเห็นกรณีร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งที่มีประเด็นลอกเลียนรูปแบบธุรกิจ จึงมองว่าตนเองกำลังเผชิญเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน ทั้งการใช้รูปแบบการนำเสนอสินค้า การจัดวางภาพ การใช้ลายผ้า การเรียกชื่อสินค้า รวมถึงการนำภาพถ่ายของร้านไปใช้ จึงออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง

น.ส.สุพิชชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภายหลังการหย่าร้าง ตนเคยพูดกับอดีตสามีว่าจะยกร้านให้ดูแลต่อจริง เพื่อให้อีกฝ่ายมีรายได้สำหรับเลี้ยงดูลูกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง โดยยอมรับว่าเป็นการพูดด้วยเจตนาดี แต่ภายหลังรู้สึกไม่ดี หลังได้เห็นข้อความสนทนาของอดีตสามีในเฟซบุ๊ก

ซึ่งแม้ตนจะยอมรับว่าไม่ควรอ่านข้อความของผู้อื่น แต่ข้อความดังกล่าวเด้งขึ้นมาบนหน้าจอและตนกดเปิดอ่าน ทำให้เห็นข้อความที่มองว่าเป็นการกล่าวถึงตนในทางเสียหาย จึงตัดสินใจขอใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกร้านกลับคืน รวมถึงขอรับลูกกลับมาอยู่ในความดูแลของตน ในส่วนนี้ตนยอมรับผิดที่ไปอ่านข้อความ

น.ส.สุพิชชา ยืนยันว่า ช่องทางการขายของร้านทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีการขายของต่าง ๆ ล้วนเป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้ชื่อของตน พร้อมยืนยันว่าหลังเกิดปัญหา ตนยังคงติดตามการจัดส่งสินค้าของลูกค้าทุกรายอย่างต่อเนื่อง และมีหลักฐานการสนทนาเกี่ยวกับการติดตามพัสดุและการจัดส่งสินค้า จึงไม่เป็นความจริงตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างว่าตนปล่อยให้ลูกค้าได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ ตนเคยเสนอขอซื้อสต็อกสินค้าทั้งหมดที่อดีตสามีผลิตไว้ พร้อมให้จำหน่ายภายใต้ชื่อร้าน “จริตไทย” ตามเดิม ซึ่งอีกฝ่ายตอบรับในเบื้องต้นและแจ้งว่าจะนับจำนวนสินค้าให้ แต่ในวันรุ่งขึ้นกลับเปลี่ยนใจ ไม่ยอมขายสต็อกดังกล่าว และเปิดร้านใหม่ในชื่อ “จริตไทย 2” โดยนำภาพถ่ายที่ตนเป็นผู้สร้างสรรค์ รวมถึงภาพนายแบบของร้าน ไปใช้ประกอบการจำหน่ายสินค้า ทำให้ตนแต่งตั้งทนายความส่งหนังสือโนติส เพื่อขอให้อีกฝ่ายยุติการใช้ชื่อร้านและภาพถ่ายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้คัดค้านการที่ผู้อื่นจะประกอบธุรกิจเสื้อผ้าพื้นเมือง หรือจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกัน แต่สิ่งที่ตนเรียกร้องคือการเคารพสิทธิในผลงานของผู้อื่น โดยเฉพาะการใช้ภาพถ่าย รูปแบบการนำเสนอสินค้า การจัดวางสินค้า รวมถึงการใช้ชื่อเรียกสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกับร้านของตน ซึ่งมองว่าเป็นการสร้างความสับสนให้กับลูกค้า

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่ส่งข้อความไปหาลูกค้าเดิมของร้าน โดยแนะนำตัวว่าเป็นร้านใหม่ที่แยกออกมาจากร้านเดิม พร้อมแนบลิงก์เพจใหม่ ซึ่งทำให้ลูกค้าหลายรายเข้าใจผิดและสอบถามกลับมาว่าเป็นร้านเดียวกันหรือไม่ เพราะทั้งรูปแบบการนำเสนอสินค้า ชื่อสินค้า และลายผ้าที่ใช้ มีความคล้ายคลึงกับร้านเดิมอย่างมาก จึงมองว่าเป็นการแย่งฐานลูกค้า และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม

ส่วนกรณีที่อีกฝ่ายยอมรับว่าเคยนำภาพสินค้าไปดัดแปลงด้วย AI นั้น น.ส.สุพิชชา ระบุว่า ประเด็นสำคัญสำหรับตนไม่ใช่เพียงการใช้ AI แต่เป็นการนำภาพที่ตนเป็นผู้สร้างสรรค์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของผลงาน

สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวถึงครอบครัวของอดีตสามี น.ส.สุพิชชา ยืนยันว่า เดิมไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงบุคคลในครอบครัวของอีกฝ่าย แต่ในตอนที่เรื่องร้านเป็นประเด็น ตนเพียงแท็กถามชื่อร้าน ว่าร้านไหน ตนไม่อยากกล่าวอ้างถึงชื่อร้านเองเพราะเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีได้ จึงอยากให้ทางญาติอดีตสามีมาตอบเองเพราะเห็นว่าเคยญาติช่วยโปรโมตร้านของอดีตสามี

หลังจากนั้นพอแท็กชื่อก็มีญาติของอดีตสามีนำข้อความและรูปภาพเกี่ยวกับตนไปเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งมองว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ หลังจากนี้ก็จะไม่ตอบโต้และจะใช้กฎหมายแทน

สำหรับประเด็นการเลี้ยงดูลูกตนยอมรับว่าการที่ตนบล็อกช่องทางติดต่อระหว่างอดีตสามีกับลูกผ่านบัญชีของลูกนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก โดยต้องการให้อดีตสามีติดต่อผ่านตนในฐานะผู้ปกครองแทน

พร้อมระบุว่า อีกฝ่ายสามารถโทรศัพท์มาหา ติดต่อเพื่อพูดคุยกับลูกหรือเดินทางมาพบได้ตลอด เพียงแจ้งล่วงหน้า แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อดีตสามีไม่เคยโทรศัพท์มาติดต่อผ่านตนแม้แต่ครั้งเดียว

ในส่วนการตัดสินใจขอรับลูกกลับมาอยู่ในความดูแลของตน ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเห็นว่าตนสามารถดูแลลูกได้เหมาะสมกว่า พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ต้องการนำลูกมาเป็นประเด็นในความขัดแย้ง เพราะไม่อยากให้ลูกได้รับผลกระทบหรือเกิดความอับอาย

ในส่วนของรูปที่มีการเผยแพร่ออกไป ไม่ได้เป็นเพียงภาพถ่ายครั้งเดียวอย่างที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง แต่ตนวิดีโอคอลพูดคุยกับลูกอยู่เป็นประจำ และมักสังเกตเห็นเรื่องความสะอาดของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเล็บมือ เล็บเท้า หรือเส้นผม จึงคอยบอกให้ลูกดูแลตัวเองอยู่เสมอ หากไม่มีผู้ใหญ่ช่วยก็ให้พยายามทำด้วยตนเอง

ในเรื่องค่าใช้จ่าย หลังจากกลับมา ตนเป็นผู้จัดหาเสื้อผ้าและสิ่งของจำเป็นให้ใหม่ เนื่องจากลูกมักบอกว่าอยากได้เสื้อผ้าชุดใหม่ ซึ่งตนมองว่าราคาเสื้อผ้าเด็กไม่ได้สูงมาก ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้อดีตสามีจะประกอบธุรกิจและมียอดขายที่ดี แต่กลับไม่ค่อยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูกด้วยความสมัครใจ โดยยกตัวอย่างค่าแต่งหน้าในกิจกรรมของโรงเรียนจำนวน 500 บาท หรือค่าใช้จ่ายเล็กน้อยอื่น ๆ กลับนำมาหาร2

ส่วนประเด็นฟันผุ ตนเป็นผู้พาไปพบทันตแพทย์และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยไม่เคยเรียกร้องให้อดีตสามีร่วมออกค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ที่ออกมาพูดเรื่องลูกต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลลูก หลังมีการนำภาพและข้อมูลบางส่วนมาเผยแพร่ พร้อมยืนยันว่าความตั้งใจของตนคือการปกป้องสิทธิและประโยชน์ของลูกเป็นสำคัญ

และประเด็นในเรื่องของคลิปเสียงที่มีการเผยแพร่ออกไปว่าตนได้มีการพูดจาไม่ดีกับทางแม่อดีตสามี ตนเพียงตอบโต้ตามสิ่งที่ได้รับมา หากพูดจาแบบไหนมา ตนก็เพียงพูดจาแบบนั้นกลับ หากไม่ให้เกียรติกัน ตนก็มองว่าก็ไม่ควรให้เกียรติเช่นกัน

ทั้งนี้ น.ส.สุพิชชา ยืนยันว่า ปัจจุบันไม่ได้ติดใจหรือมีความประสงค์จะโต้ตอบกับครอบครัวของอดีตสามีอีก เนื่องจากได้กล่าวขอโทษในส่วนที่ตนเห็นว่าทำไม่เหมาะสมแล้ว พร้อมย้ำว่า การออกมาชี้แจงทั้งหมดในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง ปกป้องสิทธิในการทำธุรกิจ และปกป้องประโยชน์ของบุตร โดยหวังว่าสังคมจะได้รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายก่อนตัดสิน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน