ร้องไห้สงสารน้องจับใจ! สมจิตร จงจอหอ เยี่ยม มนัส บุญจำนงค์ ฮีโร่โอลิมปิกที่เรือนจำ สุดกลั้นน้ำตาลูกผู้ชายโผกอด เผยความทุกข์ยาก เล่าถึงเงินที่เคยฝากไปให้ ถึงกับอุทานเวรกรรม – รอวันได้อิสรภาพจะมารับ
นักชกรุ่นพี่อย่าง สมจิตร จงจอหอ ฮีโร่เจ้าของเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โพสต์ถึงนักชกรุ่นน้อง มนัส บุญจำนงค์ ฮีโร่โอลิมปิกที่ชีวิตพลิกผันต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ และ สมจิตร เพิ่งไปเยี่ยมมาด้วยว่า
สมจิตร จงจอหอ เยี่ยม มนัส บุญจำนงค์ ฮีโร่โอลิมปิกที่เรือนจำ
“มีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ อ่านจบคุณจะเห็นภาพ เมื่อวันที่5ที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปเยี่ยม มนัส บุญจำนงค์ นักชกเหรียญทองและเหรียญเงินโอลิมปิก ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการมวยสากลสมัครเล่นของประเทศไทย น้องถูกดำเนินคดีติดอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครถูกตัดสิน2ปี9เดือน”
“วันที่เข้าเยี่ยม ก่อนจะเข้าไปให้ข้างในเรือนจำ ญาติของนักโทษก็จะมารวมตัวลงทะเบียน กับเจ้าหน้าที่ของเรือนจำซึ่งก็ใช้เวลาประมา45นาที ตอนนั้นอากาศก็กำลังร้อนเพราะเป็นเวลาเที่ยงนิดๆลงทะเบียนเสร็จก็ทำตามเจ้าหน้าที่บอกคือ เอาเงินสดไปแลกคูปองเพื่อไปแลกอาหารข้างในจะได้กินข้าวร่วมกันกับนักโทษ เพราะวันนี้เป็นวันเยี่ยมนักโทษใกล้ชิด ”
“หลังจากนั้นก็นำสิ่งของที่มีค่ามาเก็บไว้ในตู้เก๊ะของตัวเอง ต่อจากนั้นเข้าแถว ชาย1แถว หญิง1แถวแล้วเดินมาเปลี่ยนรองเท้าแตะที่จากเรือนจำพิเศษเตรียมไว้ให้ แถวชายเดินเข้าไปทีละแถว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตัวอย่างละเอียดอีกรอบนึง ตรวจเสร็จเสียงประตูบานใหญ่เปิดดังปัง เจ้าหน้าที่สั่งให้ญาติเดินตรงไปที่ศาลาเยี่ยมญาติ (ตอนนั้นเวลาใกล้จะบ่ายโมงแล้วอากาศข้างในมันร้อนอบอ้าว เพราะว่ากำแพงเรือนจำมันสูงลมมันไม่สามารถพัดผ่านช่องกำแพงมาได้เลย)ผมก็ตามแถวไปเรื่อย”
“ระหว่างเดินไปก็มีคนมองแปลกๆสงสัยๆ จนผมเดินเข้ามาในบริเวณที่นักโทษนั่งรอญาติ สิ่งที่เห็นก็คือ บางคนก็วิ่งเข้าโผมากอดกัน บางคนก็ร้องไห้ตอนเห็นหน้ากัน ซึ่งบริเวณตรงนั้นคนก็เยอะนักโทษก็เยอะนั่งรวมกันตามโต๊ะต่างๆที่จองเอาไว้อากาศก็ร้อนเสียงคนก็พูดคุยกันเสียงดังจอแจ ตามประสาคนไม่เจอกันนาน พัดลม ก็หลายตัวแต่ก็สู้อากาศข้างในไม่ได้จริงๆ ”
“และแล้ว น้องมนัสก็หันมาเห็นผม ผมก็เดินมาถึงโต๊ะหินอ่อนที่น้องนั่งพอดี ผมอ้าแขนไปกอดน้อง แล้วน้องก็มากอดผม แล้วน้องก็น้ำตาไหลออกมา นี่มันคือน้ำตาของลูกผู้ชาย เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ น้ำตาแห่งความเศร้าและน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้เจอพี่ชายคนนี้ ที่ชื่อสมจิตร จงจอหอ ผมพยายามเบือนหน้าหนีไม่ให้น้องเห็นใบหน้าของผมที่มันครุ่นคิด ที่มันสงสาร ที่มันเห็นใจ ที่ได้เห็นสภาพน้องตอนนี้ ผมก็เลยนั่งมองรอบๆตัวคิดอะไรไปเรื่อยเพื่อให้มนัสพูดคุยกับครอบครัวของเขา”
“ผมเหลือบไปมองโต๊ะซ้ายมือนักโทษมีแฟนและครอบครัวมาเยี่ยม นักโทษคนนั้นนั่งกุมมือแฟนไม่ปล่อย แฟนป้อนข้าวให้กันอย่างมีความสุข ผมก็ไปสังเกตโต๊ะตรงหน้า นักโทษน้องเป็น(แอลจีบีทีคิว)มีพ่อแม่มาเยี่ยม พ่อนั่งบนรถเข็นแม่ยังเดินไหวแต่อายุประมาณ65-70ปี นี่แหละที่เขาบอกว่า การติดคุกไม่ได้ติดแค่คนเดียว ครอบครัว คนที่รักก็ติดด้วย เพราะคนเหล่านั้นเขาก็เป็นทุกข์กับนักโทษด้วยเช่นกัน”
“สายตาผมไปสะดุดคู่รักอีกคู่นึงครับ คู่นี้หอมแก้ม หอมหน้าผากพูดคุย อยากออกรสออกชาติส่วนเวลาเยี่ยมคือ13.00นถึง15.00น แต่ในเวลาเยี่ยม 2 ชั่วโมงนี้ก็จะมีดนตรีจากเรือนจำมีการแสดงจากนักโทษข้างใน ผมเองก็ได้มอบรางวัลให้กับน้องไป 500 บาทแต่เป็นคูปองแลกอาหารนะครับ”
“ช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายผมได้พูดคุยกับมนัสหลายเรื่องน้องก็เล่าให้ฟังหลายเรื่องความทุกข์ยากความลำบากที่อยู่ข้างในเล่าให้ฟัง เงินที่ผมเคยฝากไปให้ไปไม่ครบจำนวนที่ฝาก (มาถึงจุดนี้ผมสตั๊นไป 5 วินาที) แล้วอุทานว่า เวรกรรม”
สมจิตร สงสารจับใจเผย มนัส ร่ำไห้โผกอด เผยความทุกข์ยาก
“ผมเลยบอกกับน้องว่าขอให้ออกมาไวๆแล้วพี่จะมารับนะ เวลา15.00น. เสียงนกหวีดจากผู้คุมก็เป่าแล้วบอกว่าหมดเวลาเยี่ยมให้นักโทษยืนแถว นับยอด วินาทีนี้ เสียงทุกคนที่คุยกันดังกว่าเสียงพัดลม มันเงียบสนิท จากเสียงที่พูดคุย หยอกล้อ มันเป็นเสียงร่ำลาที่มีมีแต่คราบน้ำตา บรรยากาศตอนนั้นมันวังเวงมาก มันอาลัย อาวรณ์แววตาเหม่อลอย ”
“มนัสก็เดินเข้ามากอดผมอีกหนึ่งครั้งแล้วก็ร้องไห้ สุดท้ายแล้วผมก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวครับ ผมร้องไห้ออกมา อย่างไม่อายใครเพราะสงสารน้องจับใจ แล้วบอกกับน้องว่า วันที่มึงได้อิสรภาพกูจะรับมึงนะ เติ้ล”
สมจิตร พูดถึง มนัส บุญจำนงค์ ฮีโร่โอลิมปิก ไม่ใช่ซ้ำเติม อยากพาน้องออกมาอย่างถูกกฎหมาย
“ผมไม่ได้อยากพูดถึง “มนัส บุญจำนงค์” เพื่อซ้ำเติมว่าเขาเคยเป็นฮีโร่ แล้ววันนี้ต้องมาอยู่ในเรือนจำ แต่ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนว่า ชีวิตคนเรามีทั้งวันที่ขึ้นสูงและวันที่ตกต่ำ และไม่มีใครควรประมาทกับการตัดสินใจของตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผมไม่ได้บอกว่าความผิดไม่สำคัญ และไม่ได้บอกว่าอดีตที่เคยสร้างชื่อเสียงจะลบความผิดในวันนี้ได้”
“แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า “คนทำผิด” ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็น “คนเลวไปตลอดชีวิต”
ถ้าการติดคุกครั้งนี้จะมีคุณค่า ผมอยากให้มันเป็นเวลาที่น้องได้ทบทวนตัวเอง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาด และเตรียมตัวกลับออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างถูกต้อง
สิ่งที่คนข้างนอกอย่างพวกเราทำได้ ไม่ใช่การไปช่วยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่คือการช่วยกันหาทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้น้องได้รับสิทธิที่พึงมี และถ้ามีช่องทางตามกฎหมายที่จะช่วยให้ออกมาได้เร็วขึ้น เราก็ควรช่วยกันดำเนินการอย่างเต็มที่”
“ผมอยากพาน้องกลับออกมา ไม่ใช่เพราะมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่อยากพากลับมาเพื่อให้โอกาสเขาได้แก้ไขสิ่งที่ผิด สร้างชีวิตใหม่ และพิสูจน์ให้เห็นว่า คนเราสามารถล้มได้ แต่ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้
อดีตเปลี่ยนไม่ได้ แต่อนาคตยังสร้างใหม่ได้เสมอ
และครั้งนี้ ผมอยากช่วยน้องเดินกลับออกมาด้วย “ทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ไม่ใช่ทางลัด
#อยากพาน้องออกจากข้างใน
#มนัส บุญจำนงค์ ฮีโร่โอลิมปิก ”
ที่มา สมจิตร จงจอหอ





