ยิปซี คีรติ เปิดใจซึมเศร้ากลับมาอีก หลังหยุดยาไปครึ่งปี เผยสัญญาณเตือนชัด ลุกจากเตียงไม่ไหว-เก็บตัว ไร้ความสุข พับแผนมีลูกไปก่อน

หายจากหน้าจอไปพักใหญ่ สำหรับนักแสดงสาว ยิปซี คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ ล่าสุดเธอเปิดใจหลังมาร่วมงานแถลงข่าว Grand Opening “DreamRiva Surgery Center” ณ DreamRiva Surgery Center ชั้น 4 โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เล่าบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิต หันมาดูแลตัวเองแบบสมดุล หลังเคยโหมออกกำลังกายจนบาดเจ็บกระทบทั้งสุขภาพกายและใจ

ยิปซี เผยซึมเศร้ากลับมา

พร้อมเผยว่าโรคซึมเศร้ากลับมาอีกครั้ง หลังหยุดยาไปประมาณครึ่งปี แต่เจ้าตัวรู้สัญญาณเร็ว รีบกลับไปรักษาจนอาการดีขึ้นราว 80% พร้อมแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับ PMDD (โรคอารมณ์แปรปรวนรุนแรงก่อนมีประจำเดือน) ให้กับคนที่ประสบภาวะนี้เช่นกัน รู้ว่ายากและหนักไม่สนุกเลย เพราะมีความคิดอยากจบชีวิตอยู่ตลอด ย้ำอย่าโทษตัวเอง เพราะบางปัจจัยอยู่เหนือการควบคุมเรื่องฮอร์โมนและเคมีทางสมอง

ด้านชีวิตคู่หลังแต่งงานมา 3 ปี กับสามีชาวอังกฤษ นิโคลัส ฮอว์ เข้าใจอยู่เคียงข้างตลอด ส่วนเรื่องมีลูกขอไม่กดดันตัวเอง เพราะปัจจัยเรื่องกินยารักษาซึมเศร้าทำให้ไม่เหมาะที่จะมีลูกในช่วงเวลานี้ถ้าสุขภาพแข็งแรงหายดีแล้วก็พร้อม แต่หากไม่มีลูกก็ยังมีความสุขกับชีวิตคู่ได้

สวยขึ้นดูแลตัวเองยังไง?
“เราก็เมนเทนเรื่อยๆ ยิปก็ยังออกกำลังกาย แต่ว่าไม่ออกได้เท่ากับเมื่อก่อน คือเมื่อก่อนเราจะหักโหมนิดนึง เดี๋ยวนี้เราก็เน้นการดูแลที่มันบาลานซ์ หลักๆ ก็มาดูแลในเรื่องของจิตใจเพิ่มด้วย”

ตอนนี้เทรนด์ออกกำลังกายมาแรง เราเข้าไปในหมวดไหนบ้าง?
“ยังไม่ใช่หมวดนักวิ่ง เรายังเป็นเวทกับพิลาทิส ช่วงนี้อินกับพิลาทิสมากขึ้น แต่ไฮร็อกซ์อาจจะยังสำหรับเรารู้สึกว่ามันน่าจะหนักไป คือเราเป็นคนที่สุดโต่งในการออกกำลังกายมาแล้วมันมีโอกาสบาดเจ็บสูงกว่า ไม่อยากทรมานตัวเอง ถ้าร่างกายพร้อมแล้วช่วงนั้นฟิต ก็อาจจะไปลองเป็น
กลุ่ม แบบเดี่ยวน่าจะไม่”

ลดการออกกำลังกายลงประมาณไหน ไม่หักโหมเหมือนเมื่อก่อน?
“ก็ลดลงประมาณ 50% เมื่อก่อนออกกำลังกาย 5-6 วัน เดี๋ยวนี้ก็แค่ 3 วัน”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ต้องลดลง?
“ส่วนตัวเรารู้สึกว่าอะไรที่มากไปสำหรับร่างกายของคนๆ นั้น ไม่เป็นผลดีระยะยาว”

ตอนที่หักโหมมันส่งผลกระทบกับร่างกายเรายังไง?
“ตอนนั้นก็มีอาการบาดเจ็บ สันหลังคดทับเส้นประสาท แล้วก็สุขภาพจิตฮอร์โมนเปลี่ยนคือมันเยอะมาก เราก็เลยต้องหาทางกลับมาสู่อะไรที่มันพอดีๆ หน่อย คือตอนนั้นที่มันร้าวลงขาเราก็เลยต้องไปเอกซเรย์ ก็ไม่ออกอะไรที่มันหนักๆ ก็แค่เมนเทนให้สุขภาพดีพอแล้ว หุ่นจะเป็นยังไงก็ช่างมัน เอาสุขภาพก่อน”

หันมาใส่ใจสุขภาพจิตมากขึ้นเป็นยังไงบ้าง?
“ตอนนี้ดีขึ้นล่าสุดก็ไปตรวจมาน่าจะประมาณเดือนกว่าแล้วค่ะ ช่วงนั้นหมอบอกว่าเป็นภาวะซึมเศร้า แต่ว่าเราเคยเป็นโรคนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ได้ตกใจมากเพราะว่ามันเหมือนเป็นโรคเก่า ก็แค่กลับมากินยาแล้วก็รักษาต่อ”

จุดที่เราเจอคือระยะไหน?
“จริงๆ ยิปเคยเป็นทั้งซึมเศร้าและแพนิก ก็เคยกินยารักษาแล้วพออาการเราดีขึ้นคุณหมอก็เลยให้ ค่อยๆ ถอยแล้วหยุด แล้วยิปก็หยุดมาได้ประมาณครึ่งปี แต่ว่าพอหยุดแล้วมันเริ่มกลับมา ก็กลับไปรักษาต่อ”

กลับมารอบนี้ความรุนแรงเท่ากับรอบก่อนไหม?
“สำหรับยิปไม่เท่า ยิปว่ารอบก่อนหนักกว่า ยิปรู้สึกโชคดีที่รู้ตัวเร็วแล้วกลับไปกินยาเร็ว ก็เลยไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองพังไปเลยหรือแย่ก่อน เราก็ยังโฮลด์ตัวเองได้”

มีอะไรเป็นสัญญาณในตอนนั้นว่าเรากลับมาเป็นซึมเศร้าอีก?
สัญญาณตอนนั้นที่เรารู้ก็คือเราเริ่มพฤติกรรมเปลี่ยนค่ะ การนอนเปลี่ยนไป ความอยากอาหารไม่มีเลย แล้วก็เริ่มเก็บตัว เริ่มไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยมีความสุข กิจกรรมที่เคยชอบทำก็ไม่อยากทำ จริงๆ เป็นคนขยันมาก แต่ว่าช่วงนั้นจะลุกจากเตียงไม่ขึ้นเลย แล้วเรารู้ว่า เฮ้ย มันไม่ใช่นิสัยเราปกติเราเป็นคนขยัน ชอบทำงาน เราก็รู้สึกว่าแปลกๆ แล้ว ก็เลยลองไปพบคุณหมอค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นประมาณ 80%”

ดูไม่ออกเลยเพราะเราดูสดใสแล้ว?
“ไม่ เพราะว่าช่วงที่ไม่สดใส เราไม่ได้ถ่ายรูปลง ช่วงนั้นก็คือเราหายไปเลย ไม่เล่นโซเชียล แล้วก็หายไปพักนึง ช่วงนั้นก็ทำโซเชียลดีท็อกซ์ไปเลย”

พักหลังเซ็ตบิกินีก็เริ่มกลับมาแล้ว?
“แต่ว่าช่วงนั้นที่เราเศร้า เราก็มีลงรูปว่าเศร้าบ้างเนาะ คือเรารู้สึกว่าโซเชียลคนมักจะเห็นแค่ด้านเดียว ก็คือด้านที่มีความสุขของหลายๆ คน แต่จริงๆ เราก็จะมีช่วงที่เราลงภาพ เหมือนเรากล้าที่จะโชว์ด้านที่อ่อนแอของเราบ้าง วันที่เราแย่ วันที่เราร้องไห้เราก็จะเริ่มถ่ายเก็บไว้ ไม่อยากให้คนเปิดโซเชียลแล้วรู้สึกว่าทุกคนมีความสุขจังเลย ดูพี่ยิปซีสิเขามีความสุขจังเลยเขาได้ไปเที่ยวทะเล มันเป็นความจริงส่วนด้านเดียว แล้วเราก็รู้สึกว่าเวลาคนเห็นความจริงด้านเดียวบ่อยๆ บางทีมันก็ไม่ได้เฮลตี้สำหรับคนที่เสพเหมือนกัน”

ยิปซี เผยซึมเศร้ากลับมา

แล้วเราปรับตัวอยู่กับมันอย่างไร?
“ก็กินยาด้วยส่วนนึง แต่ยิปเชื่อว่ายาก็ไม่ใช่ทั้งหมด ไลฟ์สไตล์หรือว่าการปรับมายเซ็ต การดูแลจิตใจด้านอื่นก็สำคัญ อันนี้ก็ต้องหาที่เหมาะกับแต่ละคนเลย จิตใจคนเรามันอาจจะจูนกับอะไรไม่เหมือนกัน ยิปก็ปฏิบัติธรรมใช้ธรรมะร่วมด้วย แล้วก็พวก Healing อะไรต่างๆ นักจิตบำบัดก็ทำ ก็ลองเปิดกว้างค่ะลองทุกอย่างอะไรที่เหมาะกับเราก็เก็บไว้ทำต่อ”

คนข้างๆ อย่างสามีให้กำลังใจยังไงบ้าง?
“ก็ซัพพอร์ตอยู่แล้ว เขารู้ว่ายิปเป็นโรคนี้มานานตั้งแต่ก่อนคบเขา เขาก็จะรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นโรคประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้าใจ ปกติเวลาที่เราเหมือนมีอาการหนักๆ เราจะไม่ค่อยเอาตัวเองไปทำร้าย เราไม่อยากทำร้ายคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนที่เรารัก สามี แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ นานๆ ทีก็จะขอความช่วยเหลือ”

สามีเข้าใจเราอยู่ในภาวะแบบนี้ แล้วเขามีวิธีรับมือยังไง?
“เขาเข้าใจค่ะ เราสื่อสารชัดเจนมากว่า เธอไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องคิดว่าตัวเองจะต้องมาเป็นผู้กอบกู้เรา จริงๆ มันเป็นสิ่งที่คุณหมอจะช่วยเรา แล้วก็เราต้องช่วยตัวเอง มันไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาไม่ใช่แพทย์ เขาไม่ใช่เรา เขาทำได้ดีที่สุดคือเป็นเพื่อนและให้กำลังใจแล้วอยู่แถวนั้นไม่ต้องอยู่ตัวติดกับเราก็ได้ ถ้าเกิดเราไม่ไหวเดี๋ยวเรายกมือหาเอง”

หลายคนเป็น PMDD อยากจะบอกอะไรกับคนที่เผชิญกับภาวะแบบนี้?
“PMDD ไม่สนุกเลย เป็นผู้หญิงแค่มีประจำเดือนที่มีอารมณ์ PMS แรงมากๆ ก็แย่แล้ว แล้วทุกเดือนยังต้องมีความคิดในการที่อยากจบชีวิตตัวเองอีก เราเข้าใจว่ามันหนักมากๆ อยากให้ลองหาข้อมูล ลองปรึกษาแพทย์ เข้าใจตัวเองเยอะๆ อย่าโทษตัวเองนะคะ เพราะว่าปัจจัยที่มันเป็นทางฮอร์โมนทางเคมี มันเหนือความควบคุมจริงๆ เอาเป็นว่าเราไม่พูดอะไรเยอะแล้วกัน คนที่ไม่เคยอยู่ในจุดที่เจอจริงๆ จะไม่รู้ว่ามันยากและมันหนักแค่ไหน”

พอเราออกมาพูดเรื่องนี้มันส่งผลกระทบต่องานที่ติดต่อมาไหม?
“ยิปว่าน่าจะมีผลบ้างนะ แต่การที่เราเลือกที่จะพักเพื่อให้ตัวเองได้ฟื้นฟู มันคือการแสดงออกกับตัวเอง ว่าเรารักตัวเองอยู่ ก็คือถ้าช่วงไหนไม่ไหวก็ต้องพัก”

แสดงว่าตอนนี้กลับมารับงานได้แล้วใช่ไหม?
“เฮ้ย(หัวเราะ) งานแสดงเลยเหรอ งานแสดงเป็นสิ่งที่เราคิดถึงมากๆ แต่ก็ลังเลสองจิตสองใจมากๆ เลย เพราะว่ามันเล่นกับอารมณ์มันเล่นกับเคมี แล้วมันเอฟเฟกต์ตรงนี้(สมอง)โดยตรง เหมือนเวลาเราเศร้าหรือโกรธ คอร์ติซอลมันหลั่งแล้ว มันไม่รู้ว่านี่แสดงมันหลั่งจริง ยิปก็รู้สึกกลัวๆ นิดนึง แต่ถ้าคอมเมดี้ก็น่าจะดีเพราะว่าเราจะได้มีความสุขตลอดเวลา(หัวเราะ) ยังไม่กล้าสัญญากลัวสัญญาแล้วทำไม่ได้ แต่คิดถึงการแสดงค่ะ ถ้าเป็นโปรเจ็กต์สั้นๆ แล้วมันเหมาะกับสภาพเราในช่วงนั้นจริงๆ ก็ยินดีค่ะ”

แต่งงานกันมาเข้าปีที่สามแล้ววางแผนมีเบบี๋ไหม?
“เรื่องลูกใช่มั้ยคะ ช่วงที่เราหายจากการเป็นแพนิก ก็มีการวางแพลนว่าอาจจะลองมีลูกดูแบบธรรมชาตินี่แหละค่ะ แต่ว่ากลับมาป่วยอีก แล้วยาที่เรารักษาที่กินอยู่ในตอนนี้ ไม่เหมาะกับการมีบุตร”

ปรึกษากับสามีตลอด?
“มีคุยกัน จริงๆ ก็เริ่มถอยยา หยุดยาเพราะกะจะลองมีลูกธรรมชาติดู แต่ก็ไม่เป็นไร ก็เป็นตามไทม์มิ่งชีวิตค่ะ ไม่ได้ซีเรียส สามีก็เข้าใจค่ะ เขาก็บอกว่าเอาให้ตัวยูปลอดภัย”

ใช้เวลาอีกสักพักเลยไหมกว่าที่เราจะพร้อมมีลูกได้?
“เราไม่อยากกดดันตัวเองเลย เราเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น เราไม่ได้ฟันธงซีเรียส เรากับสามีก็ไม่ได้แบบฉันจะต้องมีลูกให้ได้ 100% ไม่ค่ะ ถ้าเกิดว่าปัจจัยมันถึงพร้อม เราดันสุขภาพดีหายเร็ว มีลูกขึ้นมาก็โอเคดี แต่ถ้าเกิดว่าไม่มีก็ไม่เป็นไร เขาบอกว่าเขาโอเคกับการที่ถ้าชีวิตนี้จะไม่มีลูก เขาก็ยังแฮปปี้กับเราอยู่ดี”

“ขอบคุณทุกกำลังใจมากๆนะคะ ช่วงนั้นเราได้รับกำลังใจในเมนต์ ใน DM ทุกอย่างเยอะมากๆ จริงๆ เราขอส่งความตั้งใจอันดีกลับไปแล้วกัน อยากให้ดูแลตัวเองกันดีๆ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้โลกช่วงนี้มันไวมากๆ มันง่ายมากที่คนเราจะป่วยทางใจ มันไม่สนุกเลยมันเหนื่อยมากๆ มันใช้เงินในการรักษาเยอะค่ะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทุกคนดูแลตัวเองแล้วกัน ไม่อยากให้ใครมาอยู่ในจุดที่เราผ่านค่ะ เทคแคร์ค่ะ”.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน