ลูกสาวเจ้าของที่ดินเปิดใจ ยันพ่อมีเจตนาสร้างวัดให้จริง แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้ อ้างเมื่อพ่อเสียชีวิต ทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการสร้างวัด
จากประเด็นร้อนเมื่อทายาทเจ้าของที่ดินออกมาเรียกร้องสิทธิ์บนที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น พื้นที่ 21 ไร่ หลังนายเฮียงบริจาคให้วัดเมื่อปี 2533 แต่ทายาทออกมาระบุยังไม่มีการโอนที่ดินอย่างเป็นทางการ จนเรื่องไปถึงชั้นศาล เมื่อฝ่ายทายาทฟ้องร้องวัด แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ก่อนต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 30-40 คนนั่งรถตู้นำท่อปูนมาขวางทางเข้าออกวัด ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น
สำหรับความคืบหน้า วันที่ 13 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของนางบัวเรียน หรือแม่ตุ๋ย ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียงและนางน้อย โดยเป็นผู้ยื่นฟ้องร่วมกับแม่
จากการพูดคุยสอบถามนางบัวเรียน ถึงที่มาที่ไปในการมอบที่ดินสร้างวัด จนกลายเป็นข้อพิพาทจนถึงปัจจุบันนี้ นางบัวเรียน เล่าว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านและขายที่ดิน โดยที่ดินตรงที่เป็นข้อพิพาทนั้น เนื้อที่ทั้งหมดจริงๆ ของพ่อมีทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ในส่วนที่ดินวัดนั้น 21 ไร่เศษ พื้นที่หัวไร่ปลายนาอีก 5-6 ไร่ บริเวณนี้เป็นป่าหมด มีแม่ชีมาสร้างกุฎิตรงบริเวณพื้นที่ 5 ไร่และก็มีพระมาทำเตาฟืน พ่อจึงสงสารซื้อกุฎิมาตั้ง 1 หลัง ก่อนจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาเรื่อยๆ จนมีเจตนารมณ์จะสร้างวัดในพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง
นางบัวเรียน เล่าว่า กระทั่งพ่อสามารถดำเนินการเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ์ ส.ค.1 เป็นโฉนดได้ และในวันที่ร่วมทอดถวายผ้าป่านั้น พ่อนำเงินผ้าป่าไปถวายอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าเจ้าสำนัก พร้อมนำโฉนดที่ดินไปโชว์ เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่าพ่อเฮียงมีเจตนารมณ์จะสร้างวัด โดยใช้ที่ดินผืนในโฉนดที่นำมาโชว์นี้ แต่ไม่ได้ให้ ปรากฏว่าวัดนำไปติดฝาผนังเอาไว้ เพื่อเหมือนประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่าที่แห่งนี้จะสร้างวัดขึ้น จนกระทั่งมีขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง พยายามจะฮุบเอาที่ให้หมด กลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้
นางบัวเรียน เล่าว่า ตนในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้ว เพราะไม่มีเงินมีทองสู้ต่อ เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจนๆ และต่อมามีน้องดา ซึ่งเป็นหลานสาว เป็นหลานทางแม่น้อย โดยน้องดาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ และแต่งงานมีสามีอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ จึงมีความรู้ในเรื่องนี้ อาสาเข้ามาดำเนินการต่อ ซึ่งตนไม่มีกำลังจะสู้ต่อแล้ว ยอมแพ้แล้ว จึงมอบทั้งหมดให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว เพราะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ญาติพี่น้องทุกคนจึงไว้ใจให้น้องดา ซึ่งเป็นหลานดำเนินการต่อเป็นรุ่นต่อไป
นางบัวเรียน บอกอีกว่า หลังคุณพ่อเสียชีวิต ทุกคนก็เข้าใจว่าทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการสร้างวัด ไม่ได้สร้างเสนาสนะ จึงเป็นข้อพิพาทขึ้นเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล เดิมทีครอบครัวคุยกันเอาไว้ว่าพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ที่ดินตรงนี้อยากแบ่งกันในบรรดาพี่น้อง 9 คน ส่วนพื้นที่วัดก็เป็นพื้นที่ 6 ไร่ ตรงที่มีข้อพิพาทกัน ทั้งวัด เทศบาลและที่ดิน เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย และจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ่อด้วย ซึ่งตนพยายามสู้เรื่องนี้มา แต่สุดท้ายต้องขอยอมแพ้ เพราะสู้ไม่ไหว ไม่มีเงินเงินทองไปสู้กับขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้
“ตอนนี้ทุกอย่างน้องดาเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด และรายละเอียดต่างๆ ให้น้องดาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแทน ยืนยันว่าที่ดินตรงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง ซึ่งเหมือนที่น้องดาพูด ถ้าสามารถสร้างวัดได้จริง ทำไมชื่อในโฉนดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียงพ่อตนเองอยู่ ถ้าชื่อในโฉนดเป็นชื่อวัดก็คงจะไม่เกิดข้อพิพาท แต่เมื่อนายเฮียงเสียชีวิตไปแล้ว การสร้างวัดก็ต้องเป็นโมฆะเป็นปกติอยู่แล้ว และยังไม่ได้มีการสร้างอะไร อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องให้น้องดาเป็นคนดำเนินการแทนเเพราะมีความรู้เรื่องนี้ดี”
ด้าน น.ส.พร อายุ 63 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณถนนอดุลยาราม เปิดเผยว่า ตนเกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ตั้งแต่จำความได้เห็นวัดป่าอดุลยารามตั้งอยู่แล้ว จึงไม่ทราบรายละเอียดว่า ในอดีตมีการมอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินกันอย่างไร หลังเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายกำลังจะดำเนินการอย่างไร แต่เมื่อทราบเรื่องราวแล้วรู้สึกเสียใจและสลดใจอย่างมาก จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง และปล่อยให้สถานที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป เพื่อเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคนในชุมชน
น.ส.พร กล่าวว่า ตนและครอบครัวมีความผูกพันกับวัดแห่งนี้มาเป็นเวลานาน อัฐิของพ่อแม่ก็เก็บไว้ภายในวัด ที่ผ่านมาตนเข้ามาทำบุญและร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางวัดจัดขึ้นเป็นประจำ ทั้งงานกฐิน งานบุญมหาชาติ และงานประเพณีทางศาสนาอื่นๆ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำชาวบ้านร่วมทำกิจกรรมมาโดยตลอด
“พอมาเกิดเรื่องทะเลาะกันแบบนี้ก็รู้สึกสลดใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาทำกับวัดแบบนี้ มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและอยากให้ผู้เกี่ยวข้องกลับไปคิดใหม่ อยากให้วัดยังคงเป็นวัด เพื่อให้ชาวบ้านมีสถานที่ทำบุญ ประกอบพิธีศพ และทำกิจกรรมทางศาสนาเหมือนที่ผ่านมา และจากการพูดคุยกับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทุกคนต่างบอกตรงกันว่าอยากให้พื้นที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป และไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านหรือไม่ต้องการให้มีวัด แต่ทุกคนอยากให้วัดอยู่คู่กับชุมชนต่อไป”