เด็กชายวัย 4 ขวบ “เผลอกลืนถ่านกระดุม” ย่าตกใจรีบช่วยทันที หวังใช้วิธีพื้นบ้านทำให้อาเจียน ผลลัพธ์กลับแย่กว่าเดิม แพทย์เตือนห้ามทำเด็ดขาด แนะวิธีที่ถูกต้อง
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ เด็กชายวัย 4 ขวบเผลอกลืน ถ่านกระดุม จากรีโมต โดยคุณย่าพยายามใช้วิธีพื้นบ้านด้วยการให้ดื่มน้ำมันงาเพื่อทำให้อาเจียน แต่แพทย์เตือนว่า ไม่ควรกระตุ้นให้อาเจียนเอง เพราะอาจทำให้ถ่านเคลื่อนกลับไปมาและสร้างความเสียหายต่อหลอดอาหารรุนแรงขึ้น รวมถึงเสี่ยงสำลักเข้าหลอดลม
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหญิงสาวรายหนึ่งชื่อ “เสี่ยวหมิ่น” โทรศัพท์หาเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลังลูกชายวัย 4 ขวบชื่อ “เยว่เยว่” แอบแกะถ่านกระดุมออกจากรีโมตในช่วงที่ผู้ใหญ่เผลอ ก่อนนำเข้าปากและกลืนลงไปทันที
คุณย่าของเด็กซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตกใจและรีบบอกว่า “รีบให้เขาดื่มน้ำมันงา จะได้อาเจียนเอาถ่านออกมา”

อย่างไรก็ตาม เสี่ยวหมิ่นรีบห้ามแม่สามีทันที เพราะจำได้ว่าเคยเห็นกุมารแพทย์ให้ความรู้ผ่านทางออนไลน์ว่า หากเด็กเผลอกลืนถ่านกระดุม ผู้ปกครองไม่ควรกระตุ้นให้อาเจียนหรือพยายามใช้นิ้วล้วงคอ เพราะอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่าเดิม
มีรายงานกรณีเด็กที่ถูกกระตุ้นให้อาเจียนที่บ้าน ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลและพบว่าถ่านได้ทำให้หลอดอาหารเกิดแผลไหม้ จนต้องส่งตัวเข้าห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ขณะที่เด็กวัย 2 ขวบอีกรายเคยได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการกลืนถ่านกระดุม โดยถ่านกัดกร่อนจนเกิดรูทะลุในร่างกาย และทำให้อวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ตับ และไตได้รับความเสียหาย จนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด
แพทย์อธิบายว่า ภายในถ่านกระดุมมีสารเคมีที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง เมื่อถ่านเข้าสู่หลอดอาหารและสัมผัสกับน้ำลาย น้ำ หรือแม้แต่ไขมันบางส่วนในน้ำมันงา กระบวนการทางไฟฟ้าเคมีภายในถ่านจะเริ่มทำงานและก่อให้เกิดสารด่างที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ซึ่งสามารถทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบได้อย่างต่อเนื่อง
หากถ่านติดอยู่ในหลอดอาหาร ในกรณีรุนแรงอาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารเกิดแผลไหม้และทะลุได้ภายในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง

แพทย์เตือนว่า ยิ่งพยายามกระตุ้นให้เด็กอาเจียน เด็กก็ยิ่งมีโอกาสร้องไห้และดิ้นด้วยความตกใจ ทำให้ถ่านเสียดสีกับผนังหลอดอาหารไปมาและทำให้บาดแผลรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ การกระตุ้นให้อาเจียนยังเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะสำลักถ่านเข้าไปในหลอดลม จนอาจเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจและเป็นอันตรายถึงชีวิต
ขณะเดียวกัน การให้น้ำมันงาก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา และอาจทำให้เสีย “เวลาสำคัญ” ที่ควรนำเด็กส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว
แพทย์ยังเตือนว่า ผู้ใหญ่บางคนยังเชื่อในวิธีพื้นบ้าน เช่น “ดื่มน้ำส้มสายชูเพื่อทำให้ถ่านนิ่ม” หรือ “กินกุยช่ายเพื่อห่อหุ้มถ่านและขับออกจากร่างกาย” ซึ่งล้วนเป็นความเชื่อที่อาจเป็นอันตรายและไม่ควรนำมาใช้ในกรณีเด็กกลืนถ่านกระดุม
หลังจากห้ามแม่สามีได้ เสี่ยวหมิ่นดำเนินการ 2 อย่างทันที
1.นำตัวอย่างสิ่งแปลกปลอมไปโรงพยาบาลด้วย
เธอนำถ่านที่เหลืออยู่ในรีโมต พร้อมกล่องบรรจุภัณฑ์ของถ่าน ใส่ถุงพลาสติกเพื่อนำไปโรงพยาบาล
2.ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
เธอรีบอุ้มลูกไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที และระหว่างเดินทางไม่ได้ให้เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารใด ๆ
เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ทราบว่าเด็กกลืนถ่านกระดุมจึงรีบส่งตรวจเอกซเรย์ และพบว่าถ่านติดอยู่บริเวณส่วนบนของหลอดอาหาร
เนื่องจากเด็กได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แพทย์จึงสามารถใช้วิธีส่องกล้องนำถ่านออกได้อย่างรวดเร็ว แม้จะพบแผลไหม้ขนาดเล็กบริเวณหลอดอาหาร แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อหลอดลมและยังไม่เกิดการทะลุของเนื้อเยื่อ

แพทย์กล่าวกับแม่ของเด็กว่า การที่เธอห้ามผู้ใหญ่ไม่ให้กระตุ้นเด็กให้อาเจียนในวันนั้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตเด็กไว้ได้ เพราะผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเสียเวลาอยู่ที่บ้านเพื่อพยายามจัดการด้วยตนเองเป็นเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง กว่าจะนำเด็กมาถึงโรงพยาบาล ถ่านก็อาจกัดกร่อนหลอดอาหารจนเกิดรูทะลุแล้ว
แพทย์ย้ำว่า การกระตุ้นให้อาเจียนเองที่บ้านอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
หลังเกิดเหตุ แพทย์ยังเตือนผู้ปกครองว่า อุปกรณ์ภายในบ้านที่ใช้ถ่านกระดุม เช่น รีโมต เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล เทอร์โมมิเตอร์ และของเล่นที่มีเสียงเพลง ควรปิดฝาช่องใส่ถ่านให้แน่นด้วยเทปกาว หรือเก็บไว้ในที่สูงและพ้นมือเด็ก
เนื่องจากเด็กมีความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติ เมื่อเห็นสิ่งของทรงกลมและเป็นมันวาวก็มักหยิบเข้าปาก ดังนั้นผู้ปกครองควรป้องกันอันตรายล่วงหน้าและจัดเก็บถ่านให้มิดชิด

แพทย์แนะ 3 สิ่งที่ต้องจำ หากเด็กเผลอกลืนถ่านกระดุม
1. ห้ามกระตุ้นให้อาเจียน ห้ามดื่มน้ำ และห้ามให้รับประทานน้ำมัน
การให้ของเหลวสัมผัสกับถ่านอาจเร่งกระบวนการทางไฟฟ้าเคมีและการสร้างสารด่าง ทำให้เกิดการกัดกร่อนหลอดอาหารเร็วขึ้น ขณะที่การกระตุ้นให้อาเจียนยังเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะสำลักถ่านเข้าไปในหลอดลม
2. รีบนำกล่องหรือคู่มือของถ่านรุ่นเดียวกันไปโรงพยาบาล
แพทย์จำเป็นต้องทราบข้อมูล เช่น รุ่น แรงดันไฟฟ้า และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของถ่าน เพื่อเลือกอุปกรณ์และวิธีการนำถ่านออกได้อย่างเหมาะสม ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยลดเวลาในการวินิจฉัยและรักษาได้
3. ช่วง 2 ชั่วโมงแรกหลังกลืนถ่านถือเป็น “เวลาทอง” ที่สำคัญอย่างยิ่ง
ยิ่งนำถ่านออกได้เร็ว ความรุนแรงของแผลไหม้ก็ยิ่งลดลง ผู้ปกครองไม่ควรเฝ้าดูอาการอยู่ที่บ้าน และไม่ควรรอให้เด็กขับถ่านออกทางอุจจาระเอง เพราะหากถ่านติดอยู่ในหลอดอาหาร มันจะไม่สามารถเคลื่อนผ่านลงไปได้ง่าย ๆ และอาจกัดกร่อนเนื้อเยื่อจนเกิดความเสียหายรุนแรง
แพทย์ฝากคำเตือนถึงผู้ปกครองว่า “พาเด็กไปโรงพยาบาล นำกล่องถ่านไปด้วย ส่วนที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ อย่าพยายามทำอะไรหลายอย่างเองที่บ้านจนทำให้สถานการณ์ยุ่งยากกว่าเดิม”
เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจสร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกครอบครัว แต่แม้จะตกใจมากเพียงใด สิ่งสำคัญคือการรับมืออย่างถูกต้องและรวดเร็ว ขณะเดียวกัน การป้องกันตั้งแต่ต้นด้วยการเก็บถ่านและสิ่งของชิ้นเล็กให้พ้นมือเด็ก ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุลักษณะนี้
ที่มา kenh14.vn