กตช. ชี้ ภาวะผู้นำ ผบ.ตร. ดึงปชช.มีส่วนร่วม วางยุทธศาสตร์ปั้น อส.ตร.ยุคใหม่ ดึงภาคประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น

วันที่ 15 ส.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดินอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการอาสาสมัครตำรวจบ้านเพื่อทำงานเชิงรุกเคียงข้างประชาชน ว่า

ตลอดช่วงเวลาที่ตนมีโอกาสทำงานเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้สัมผัสการทำงานของผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สิ่งหนึ่งที่ตนเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ ภาวะผู้นำของ สตช. ไม่ได้วัดกันเพียงว่า “สั่งการเด็ดขาดเพียงใด”

แต่วัดกันด้วยว่า ทำให้องค์กรที่มีกำลังพลกว่า 2 แสนคนเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เปิดรับภาคประชาชนเข้ามาทำงานร่วม รักษาคนดี จัดการกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนี่งของ สตช. ได้หรือไม่

จากประสบการณ์ที่ตนได้สัมผัสคุณลักษณะหลายประการในตัว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และบางเรื่องยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ตนไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในระดับนี้มาก่อนในระบบตำรวจ ภาพจำที่เปลี่ยนไปจาก “ตำรวจทำให้ประชาชน” สู่ “ตำรวจทำร่วมกับประชาชน”

สิ่งที่เห็นลำดับแรก คือ การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภารกิจของตำรวจอย่างจริงจัง นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่มีสายการบังคับบัญชาชัดเจน มีวัฒนธรรมองค์กรและระบบปฏิบัติการภายในที่เข้มแข็ง การเปิดพื้นที่ให้บุคคลจากภายนอกเข้ามาร่วมคิด ร่วมเสนอแนะ ตั้งคำถาม และร่วมออกแบบนโยบาย

จึงต้องอาศัยทั้งความมั่นใจและความเปิดกว้างของผู้นำ แต่สิ่งที่ตนได้สัมผัสคือ ผบ.ตร.กำลังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเป็น “หุ้นส่วนของความปลอดภัย” หลักคิดนี้เป็นรูปธรรมในเรื่องการพัฒนาเครือข่าย อาสาสมัครตำรวจบ้านเพื่อความปลอดภัยชุมชน คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุชัดถึงเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครตำรวจบ้าน

เพื่อสร้างประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจบทบาทในการดูแลชุมชน ลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชน และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรม โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐเป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าวด้วยตนเอง

นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายเพราะตำรวจไม่จำเป็นต้องอยู่ทุกตรอก ทุกซอย ทุกโรงเรียน ทุกตลาดทุกชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง แต่ประเทศไทยสามารถสร้างประชาชนที่รู้จักสังเกต รู้จักแจ้งเตือน รู้จักป้องกัน และรู้ว่าเมื่อใดต้องส่งต่อให้ตำรวจมืออาชีพ

นี่ไม่ใช่การทำให้ประชาชนเป็นตำรวจแต่คือการทำให้ “ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยของกันและกัน” ผู้นำที่ดีต้องกล้าจัดการ “คนไม่ดี” และต้องไม่ปล่อยให้ “คนดี” เดินอย่างโดดเดี่ยว

อีกมิติหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมาก คือการบริหารคน องค์กรตำรวจมีข้าราชการตำรวจจำนวนมาก คนส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ทำงานหนัก และบางครั้งผลงานของตำรวจดี ๆ ไม่เคยปรากฏเป็นข่าว หน้าที่ของผู้นำมีสองด้านที่ต้องทำพร้อมกัน คือ ด้านหนึ่ง ต้องกล้าจัดการกับตำรวจที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมาและฉับไว แต่อีกด้านหนึ่ง ต้องปกป้องให้กำลังใจ และให้คุณค่ากับตำรวจที่ทำดี

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือความสุจริตและความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคล ในมุมของตนหากเราต้องการตำรวจมือสะอาด เราต้องเริ่มจาก ระบบบริหารที่มือสะอาด หากตำแหน่งถูกมองว่าได้มาจากเงิน เส้นสาย หรือผลประโยชน์

ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อคนหนึ่งต้องลงทุนเพื่อให้ได้ตำแหน่ง วันหนึ่งเขาจะต้องนำอะไรกลับไปชดเชยสิ่งที่ลงทุนหรือไม่

ดังนั้น หลักที่ตนอยากเห็นและสนับสนุนอย่างเต็มที่คือ“ตำแหน่งตำรวจต้องไม่ใช่สินค้า แต่เป็นความไว้วางใจของแผ่นดิน” คนที่ได้ตำแหน่งควรได้เพราะความรู้ ความสามารถ ผลงาน ความซื่อสัตย์ และความเหมาะสม

ในประเด็นละเอียดอ่อนอย่างข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ตนคิดว่าเราควรยึดหลักฐานและระบบตรวจสอบ มากกว่าการกล่าวอ้างแบบกว้าง ๆ และให้คุณค่าคือธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบ และการทำให้องค์กรสามารถถูกตรวจสอบได้

ซึ่งการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้ คือความพยายามเชื่อมสองโลกเข้าหากัน โลกหนึ่งคือ ฝ่ายนโยบาย — Policy อีกโลกหนึ่งคือ ฝ่ายปฏิบัติ— Operations

คำสั่งเรื่องอาสาสมัครตำรวจบ้านเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะไม่ได้มีเพียงผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังออกแบบให้มีกลไกด้านนโยบายและการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน และกำหนดภารกิจตั้งแต่การปรับหลักสูตร การคัดเลือกอาสาสมัคร ค่าตอบแทน ไปจนถึงการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม

นี่คือสิ่งที่ในทางยุทธศาสตร์มีความสำคัญมาก เพราะนโยบายต้องลงไปถึงสถานีตำรวจ และปัญหาจากสถานีตำรวจต้องสามารถย้อนกลับขึ้นมาปรับนโยบายได้ ถ้าสองทางนี้เดินถึงกัน องค์กรจะเรียนรู้ได้จาก Cybersecurity สู่ “ความมั่นคงของประชาชน”

พื้นฐานการศึกษาของผมด้าน Cybersecurity Risk Management ที่ Georgetown University วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ทำให้ตนมองปัญหาอาชญากรรมออนไลน์แตกต่างจากการมองอาชญากรรมแบบเดิมอยู่บ้าง

โลกของอาชญากรรมเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นปัญหา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ บัญชีม้า และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหา National Security + Economic Security + Human Security พร้อมกัน เราจึงต้องสร้างระบบที่สามารถป้องกัน — ตรวจจับ — ตอบสนอง — ฟื้นฟู และต้องทำลาย “โครงสร้างพื้นฐานของอาชญากรรม” ไม่ว่าจะเป็นบัญชีม้า ช่องทางการเงิน ระบบสื่อสาร หรือเครือข่ายข้ามพรมแดน

ตนในฐานะเคยเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานของ บิ๊กต่าย ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้เห็นความสำคัญของการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้การนำของ บิ๊กต่าย ผลักดันการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เป็นภารกิจสำคัญ เพราะนี่คือสนามอาชญากรรมแห่งยุคใหม่ ข้อมูล (Data) ไม่ควรเป็นเพียงรายงาน แต่ต้องช่วยให้ตำรวจตัดสินใจก่อนเกิดเหตุ

พูดง่าย ๆ ว่า ภารกิจงานตำรวจยุคบิ๊กต่าย เปลี่ยนจาก “เกิดเหตุไประงับเหตุ” ไปสู่ “เห็นความเสี่ยงว่าจะเกิดเหตุอีกจึงเข้าป้องกันก่อน” นี่ควรเป็นทิศทางของตำรวจไทยในอนาคต และเห็นได้ในยุคของบิ๊กต่ายที่ สภ.เมืองพัทยา และบางสถานีตำรวจของประเทศ แต่เกิดมีขึ้นจริงแล้วในยุคนี้

ในยุคพล.ต.อ.กิตติ์รัฐความเป็นผู้นำ (Leadership) คือ ทำให้คนเข้าใจว่ากำลังเดินไปไหน ทำให้คนดีอยากเดินไปด้วย ทำให้คนทำผิดรู้ว่าระบบไม่ยอมรับ และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีที่ยืนอยู่ในเส้นทางนั้นด้วย

จากสิ่งที่ตนได้สัมผัส ผมเห็นความพยายามว่าตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่น ต้องเริ่มจากผู้นำที่ยอมให้ประชาชนเข้ามามองเห็น

ดังนั้นคำสั่งพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครตำรวจบ้านที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐลงนาม โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงานและมีตนในฐานะ กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนภาคประชาชนเป็นที่ปรึกษา จึงมีความหมายมากกว่าการตั้งคณะทำงานชุดหนึ่ง

เพราะกำลังส่งสัญญาณว่า “ความปลอดภัยไม่ใช่กิจการของตำรวจฝ่ายเดียวอีกต่อไป”และนี่อาจเป็นหนึ่งในมรดกเชิงระบบที่บิ๊กต่ายสร้างไว้และในยุคของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

ตนอยากเห็นสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นแล้วเดินหน้าต่อไป คือ รักษาคนดีจัดการคนผิด แต่งตั้งคนด้วยคุณธรรมและผลงาน ใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจ ยกระดับการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์เชื่อมฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตรวจสอบ

และทำให้ตำรวจทุกระดับกลับไปสู่คำถามพื้นฐานที่สุดว่า “สิ่งที่เราทำวันนี้ ทำให้ประชาชนปลอดภัยขึ้นและเชื่อมั่นตำรวจมากขึ้น“ เนื่องจากผู้นำอาจมีวาระ แต่ระบบที่ดีต้องอยู่ต่อ

วันนี้คุณค่าของผู้นำ เมื่อวันหนึ่งผู้นำพ้นจากตำแหน่งแล้ว สิ่งดีที่สร้างไว้ยังทำงานต่อหรือไม่ ถ้า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ สามารถส่งต่อองค์กรตำรวจที่คนดีได้รับการปกป้อง คนผิดถูกตรวจสอบ การบริหารโปร่งใส ข้อมูลถูกใช้เพื่อป้องกันอาชญากรรม และประชาชนมีพื้นที่ยืนเคียงข้างตำรวจในฐานะหุ้นส่วนความปลอดภัยได้

สำหรับตนจะเป็นความหมายของคำว่า “ภาวะผู้นำ” ที่มีคุณค่ามากกว่าตำแหน่ง เพราะคือผู้ที่ทำให้ “ตำรวจและประชาชน เดินไปด้วยกัน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน