ชายน้ำหนักลดฮวบ 8 กก.ใน 1 ปี ที่แท้ป่วยมะเร็งไส้ตรง พบพฤติกรรมขับถ่ายเปลี่ยน-ท้องอืด แต่เข้าใจผิดว่าเกิดจากความเครียด
อีทีทูเดย์รายงาน ชายแซ่เฉิน อายุ 60 ปี ทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติมาเป็นเวลานาน ด้วยหน้าที่การงานทำให้ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ มีชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และส่วนใหญ่มักฝากท้องไว้นอกบ้าน
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เขาเริ่มมีอาการท้องอืดง่าย พฤติกรรมการขับถ่ายค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง และมีอาการท้องเสียบ่อยครั้ง ในตอนแรกเขาคิดว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงผลจากความเครียดในการทำงานและการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นเวลา
กระทั่งไม่นานมานี้ เพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นว่าเขาดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อตรวจสอบจึงพบว่าน้ำหนักลดลงถึง 8 กิโลกรัมภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพและพบว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมไส้ตรง

ตรวจพบก้อนต้องสงสัยในไส้ตรง ผลชิ้นเนื้อยืนยันเป็นมะเร็ง
นพ.เหลียงเฉิงเชา รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลบริหารสุขภาพเป่ยโถว ซึ่งดูแลผู้ป่วยรายนี้ เปิดเผยว่า ระหว่างการตรวจพบรอยโรคบริเวณไส้ตรงที่สงสัยว่าอาจเป็นเนื้องอกร้าย จึงรีบดำเนินการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา
ผลตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งต่อมไส้ตรง (Rectal Adenocarcinoma) จากนั้นจึงประสานส่งต่อผู้ป่วยไปยังศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ตรง เพื่อรับการรักษาในขั้นตอนต่อไป
นอกจากมะเร็งไส้ตรงแล้ว การตรวจสุขภาพยังพบปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอีกหลายอย่าง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร การติดเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) กระเพาะอาหารอักเสบชนิดตื้น รวมถึงภาวะเยื่อบุกระเพาะอาหารเปลี่ยนเป็นเซลล์คล้ายเยื่อบุลำไส้ (intestinal metaplasia) ร่วมกับภาวะเซลล์ผิดปกติระดับเล็กน้อย (mild dysplasia)
นพ.เหลียงเฉิงเชา ระบุว่า รูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบอาจทำให้หลายคนมองข้ามสัญญาณเตือนจากร่างกาย ขณะที่โรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิดสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ดังนั้น การตรวจอย่างครอบคลุมและการติดตามอาการอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้มีเพียง “ถ่ายเป็นเลือด-ปวดท้องรุนแรง”
นพ.เหลียงเฉิงเชา กล่าวว่า หลายคนเข้าใจว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จะต้องมีอาการถ่ายเป็นเลือดหรือปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ในความเป็นจริง อาการในระยะแรกมักไม่จำเพาะเจาะจง
หากมีอาการต่อเนื่อง เช่น พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง ท้องอืด ท้องเสียสลับท้องผูก อุจจาระมีขนาดเล็กลง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ่ายเป็นเลือด หรือมีภาวะโลหิตจาง อาการเหล่านี้ล้วนสามารถเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของลำไส้ได้ จึงควรพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมหรือไม่

พฤติกรรมขับถ่ายเปลี่ยนนาน 2 – 3 สัปดาห์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
นพ.เหลียงเฉิงเชา เตือนว่า หากพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องนานกว่า 2 – 3 สัปดาห์ หรือมีอาการร่วม เช่น น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด หรือโลหิตจาง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองหรือปล่อยอาการไว้นาน ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ควรเข้ารับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์
การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและเข้ารับการตรวจในเวลาที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยดูแลสุขภาพของลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ