แพทย์เตือน เคสมือถือราคาถูก อาจเพิ่มความเสี่ยงทำร้ายไต – เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง มีเคส 1 แบบที่ควรเลี่ยง พร้อมแนะ 4 วิธีตรวจเองแบบไม่เสียเงิน

ปัจจุบันเคสมือถือมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ พร้อมคุณสมบัติต่าง ๆ ทั้งป้องกันการกระแทก กันน้ำ ป้องกันการเปลี่ยนสีเหลือง และอื่น ๆ แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้ดีไซน์และประสิทธิภาพก็คือ วัสดุที่นำมาใช้ผลิต

แพทย์เฉพาะทางด้านโรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤตชาวมาเลเซีย หวงเซวียน (黃軒) เคยโพสต์ข้อความเตือนผ่านช่องทางออนไลน์ว่า วัสดุบางประเภทที่ใช้ผลิตเคสมือถืออาจมีโลหะหนักและสารอันตรายในปริมาณสูง หากสัมผัสเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อไต และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้

เคสมือถือคุณภาพต่ำอาจมีสารอันตราย เสี่ยงทำลายไต เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง

เคสมือถือคุณภาพต่ำอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ แพทย์หวงเซวียนเตือนว่า ผู้ผลิตบางรายอาจเลือกใช้วัสดุที่เป็นอันตรายเพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งอาจทำให้มีโลหะหนักและสารพลาสติไซเซอร์ หรือสารทำให้พลาสติกมีความยืดหยุ่นตกค้างอยู่

หากผู้ใช้สัมผัสสารเหล่านี้เป็นเวลานาน นอกจากอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและทำลายไตแล้ว ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้

3 สารอันตรายที่อาจพบในเคสมือถือคุณภาพต่ำ

1. วัสดุรีไซเคิลจากของเสีย

ผู้ผลิตบางรายอาจนำวัสดุเหลือใช้ เช่น ของเสียจากอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ผลิตเคสมือถือเพื่อลดต้นทุน หากวัสดุเหล่านี้ผ่านการกำจัดสารปนเปื้อนไม่สมบูรณ์ และนำมาแปรรูปเพียงเล็กน้อย อาจมีโลหะหนักและสารพลาสติไซเซอร์ตกค้างอยู่

2. สีย้อมและสารเคลือบคุณภาพต่ำ

เพื่อเพิ่มความเงางามและสีสันให้กับเคสมือถือ ผู้ผลิตบางรายอาจใช้สีย้อมหรือสารเคลือบที่มีโลหะหนักเป็นส่วนประกอบ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท การสัมผัสสารเหล่านี้เป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

3. วัสดุพลาสติกอ่อนที่เติมสารพลาสติไซเซอร์

เคสมือถือจำนวนมาก โดยเฉพาะเคสที่ทำจากวัสดุเนื้อนิ่ม อาจเติมสารพลาสติไซเซอร์ เช่น สารกลุ่มพทาเลต (Phthalates) เพื่อเพิ่มความนุ่มและความยืดหยุ่น หากมีสารดังกล่าวในปริมาณสูง สารอาจถูกปล่อยออกมาจากวัสดุตามระยะเวลา อุณหภูมิ หรือแรงเสียดสี และสามารถสัมผัสกับผิวหนังได้

เคสมือถือคุณภาพต่ำส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร?

แพทย์หวงเซวียนระบุว่า โลหะหนักบางชนิดไม่สามารถถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ง่าย และอาจสะสมอยู่ในร่างกายจนเกิดภาวะพิษเรื้อรัง

ข้อมูลจากบทความวิชาการเกี่ยวกับพิษของโลหะหนักและความก้าวหน้าในการกำจัดโลหะหนักระบุว่า โลหะหนักอย่างตะกั่ว แคดเมียม และปรอทมีความเป็นพิษสูง สามารถทำลายระบบอวัยวะหลายส่วน และบางชนิดมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็ง

1. โลหะหนัก

ตะกั่ว: เป็นโลหะหนักที่มีพิษสูง การสัมผัสเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และความจำลดลง รวมถึงอาจทำลายไตจนถึงขั้นไตวาย นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการพัฒนาของกระดูกและระบบเลือด

แคดเมียม: การได้รับสารเป็นเวลานานอาจทำให้ไตเสียหาย เกิดความผิดปกติของกระดูก และอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง

ปรอท: ภาวะพิษจากปรอทสามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร และไต

2. สารพลาสติไซเซอร์ หรือพทาเลต (Phthalates)

สารพลาสติไซเซอร์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารที่สามารถรบกวนระบบฮอร์โมนของร่างกาย การสัมผัสเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านพัฒนาการของเด็ก ภาวะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนวัย คุณภาพอสุจิในผู้ชายลดลง และความผิดปกติของระบบฮอร์โมนในผู้หญิง รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคหอบหืด ภูมิแพ้ โรคอ้วน และภาวะสมาธิสั้น (ADHD)

3. บิสฟีนอล เอ (BPA)

เคสมือถือบางชนิดที่ทำจาก โพลีคาร์บอเนต (PC) อาจมีสารบิสฟีนอล เอ หรือ BPA ซึ่งเป็นสารที่สามารถรบกวนระบบฮอร์โมน และอาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ ระบบเผาผลาญ ระบบประสาทและพฤติกรรม รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน

4 วิธีเลือกซื้อเคสมือถือ ป้องกันการได้สินค้าที่อาจมีสารอันตราย

1. เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและร้านค้าที่เป็นทางการ

ควรเลือกซื้อเคสมือถือจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและร้านค้าที่มีแหล่งที่มาชัดเจน หลีกเลี่ยงสินค้าที่ไม่ทราบแหล่งผลิตหรือมีราคาถูกผิดปกติ

2. ตรวจสอบฉลากสินค้า

ตรวจสอบว่าบนผลิตภัณฑ์มีข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ผลิต ที่อยู่ผู้ผลิต และรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุอย่างครบถ้วนหรือไม่ หากฉลากไม่ชัดเจนหรือไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ควรหลีกเลี่ยง

3. เลือกวัสดุที่ปลอดภัยเป็นอันดับแรก

แพทย์แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีกลิ่นผิดปกติ และมีสัมผัสที่เหนียวแน่นหรือยืดหยุ่นพอเหมาะ ซิลิโคนเหลว (Liquid Silicone) โดยทั่วไปไม่มีกลิ่น มีความนุ่มและยืดหยุ่น จึงถือเป็นวัสดุที่นิยมใช้ ส่วน TPU (Thermoplastic Polyurethane) ก็เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่พบได้ทั่วไปในเคสมือถือแบบนิ่ม

4. หลีกเลี่ยงวัสดุที่มีความเสี่ยงและเคสสีฉูดฉาดเกินไป

ควรระวังเคสที่มีกลิ่นฉุน มีผิวสัมผัสเหนียวผิดปกติ หรือมีสีหลุดลอก เพราะอาจเป็นสัญญาณของผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ

นอกจากนี้ เคสที่มีสีสันสดจัด มีประกายวิบวับ หรือมีของตกแต่งจำนวนมาก อาจมีความเสี่ยงต่อการใช้สารเคลือบหรือสีที่มีโลหะหนักในปริมาณสูง โดยในอดีตเคสประเภท “ฟิล์มสีประดับกลิตเตอร์และคริสตัล” เคยถูกตรวจพบว่ามีปริมาณตะกั่วสูงเกินมาตรฐาน

เคสมือถือควรดูแลและใช้งานอย่างไร?

แพทย์หวงเซวียนยังแนะนำพฤติกรรมในการใช้งานโทรศัพท์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากวัสดุของเคส ดังนี้

  1. ทำความสะอาดเคสเป็นประจำ โดยใช้น้ำสะอาดหรือน้ำยาทำความสะอาดชนิดอ่อนเช็ดเบา ๆ เพื่อป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรกและลดโอกาสที่สารเคมีจะถูกปล่อยออกมา
  2. หลีกเลี่ยงการวางโทรศัพท์ไว้กลางแดดหรือในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน
  3. เปลี่ยนเคสเป็นระยะ แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน แต่เมื่อผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน วัสดุอาจเสื่อมสภาพหรือเสื่อมอายุ และอาจมีการปล่อยสารบางชนิดออกมา
  4. ลดการสัมผัสบริเวณใบหน้า หากต้องคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน ควรใช้หูฟังเพื่อลดการสัมผัสโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมันควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

มีวิธีตรวจสอบเองหรือไม่ว่าเคสมือถือมีสารพิษหรือเปล่า?

แพทย์หวงเซวียนระบุว่า แม้จะไม่สามารถตรวจสอบส่วนประกอบของเคสมือถือได้อย่างแม่นยำเทียบเท่าการตรวจในห้องปฏิบัติการ แต่ผู้ใช้สามารถสังเกต 4 จุดเบื้องต้น เพื่อประเมินว่าเคสที่ใช้อยู่อาจมีความเสี่ยงหรือไม่

หากมีความกังวลอย่างจริงจัง สามารถส่งเคสไปตรวจในห้องปฏิบัติการทางเคมีเพื่อวิเคราะห์โลหะหนักและสารพลาสติไซเซอร์ หรือซื้อชุดทดสอบโลหะหนักสำหรับใช้ในบ้านมาตรวจบริเวณพื้นผิวของเคสได้

4 วิธีตรวจเคสมือถือเบื้องต้นด้วยตัวเอง

1. กลิ่น

หากเปิดบรรจุภัณฑ์แล้วมีกลิ่นฉุนมาก มีกลิ่นพลาสติกหรือกลิ่นสีแรง อาจมีสารระเหยที่เป็นอันตราย

2. แหล่งที่มา

สินค้าราคาถูกมากและไม่ทราบแหล่งผลิตอาจมีความเสี่ยงสูงกว่า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์และผ่านการรับรองด้านความปลอดภัย

3. ฉลากระบุวัสดุ

ตรวจสอบว่าบนบรรจุภัณฑ์มีการระบุชนิดวัสดุหรือไม่ โดยต้นฉบับระบุว่า ซิลิโคน, TPU และ PC มีความปลอดภัยมากกว่า PVC ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการระบุวัสดุควรใช้ความระมัดระวัง

4. สีและสารเคลือบ

เคสที่มีสีสดจัด มีความมันวาวหรือกลิตเตอร์จำนวนมาก อาจมีความเสี่ยงที่จะใช้สีหรือสารเคลือบที่มีโลหะหนัก จึงควรตรวจสอบแหล่งผลิตและมาตรฐานของสินค้าให้ดีก่อนซื้อ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน