มท.4 ตามต่อปัญหานอมินีสุราษฎร์ฯ ขยายผลถึง ที่ดิน-โรงแรม-ธุรกิจ-แรงงาน สั่งเชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน พบ 112 นิติบุคคลถือที่ดินพะงันเข้าข่ายต้องตรวจสอบ เร่งเดินหน้าตามกฎหมาย ย้ำเรื่องที่รับมา ต้องตามให้เห็นผล

เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการติดตามการแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงัน หลังจากมีการรับข้อมูลและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบปัญหานอมินี การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การถือครองที่ดิน โรงแรม และการทำงานของแรงงานต่างด้าวว่า

ล่าสุด การดำเนินงานเริ่มขยายผลจากการคัดกรองข้อมูลไปสู่การตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำชับให้การทำงานไม่หยุดอยู่เพียงการตรวจสอบรายชื่อหรือการตรวจพบความผิดปกติ แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ดิน สรรพากร ฝ่ายปกครอง แรงงาน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงตลอดกระบวนการว่า ใครประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง ใครมีความเสี่ยง และกรณีใดพบการกระทำผิดต้องเดินหน้าตามขั้นตอนของกฎหมาย

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากจ.สุราษฎร์ธานี ระบุว่ามีนิติบุคคลในจังหวัด 25,864 ราย ในจำนวนนี้มีนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 11,721 ราย และกลุ่มที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 49 จำนวน 9,281 ราย โดยเฉพาะเกาะสมุยมีนิติบุคคล 12,906 ราย และเกาะพะงัน 5,009 ราย ทำให้ทั้ง 2 พื้นที่ถูกจับตาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่ต้องตรวจสอบการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย

ในขั้นตอนการคัดกรองข้อมูล สำนักงานพาณิชย์จ.สุราษฎร์ธานี พบข้อมูลนิติบุคคลที่มีที่ตั้งบริษัทซ้ำกัน 5,486 ราย และพบบุคคลที่ถือหุ้นซ้ำกันหลายบริษัท 4,621 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนำไปวิเคราะห์และคัดกรองเชิงลึกต่อไป โดยไม่ได้หมายความว่าทุกรายเป็นการกระทำผิด แต่เป็นข้อมูลที่ต้องนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่

ด้านกรมสรรพากรโดยสำนักงานสรรพากรพื้นที่สุราษฎร์ธานี 2 อยู่ระหว่างตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายการใช้นอมินีและการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 110 ราย ดำเนินการแล้ว 12 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการ 98 ราย โดยกลุ่มที่ดำเนินการแล้วมีมูลค่ารวม 7.538 ล้านบาท สะท้อนการนำข้อมูลจากการคัดกรองไปสู่การตรวจสอบด้านภาษีและการประกอบธุรกิจจริง

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินในพื้นที่เกาะพะงัน 1,832 ราย พบกลุ่มนิติบุคคล 112 รายที่มีข้อมูลสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและต้องตรวจสอบตามขั้นตอน กลุ่มดังกล่าวถือครองที่ดินรวม 124 แปลง เนื้อที่ประมาณ 86 ไร่ 3 งาน 42.4 ตารางวา ในจำนวน 112 รายแบ่งเป็นกรณีตรวจพบใหม่ 104 ราย และกรณีที่มีคำพิพากษาศาลแล้ว 8 ราย

ขณะที่การดำเนินการด้านที่ดิน ได้เดินหน้าเป็นขั้นตอน โดยผู้ว่าฯสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งจำหน่ายที่ดินแล้ว 8 ราย รวม 9 แปลง อยู่ระหว่างพิจารณาสั่งจำหน่ายอีก 28 ราย และสำนักงานที่ดินส่วนแยกเกาะพะงันอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอจำหน่ายอีก 76 ราย

ทั้งนี้ ได้กำชับให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมติดตามว่ากรณีที่ตรวจพบเดินหน้าไปถึงขั้นใดแล้ว ไม่ให้ปัญหาถูกทิ้งไว้เพียงในรูปของตัวเลขหรือรายงานการตรวจสอบ

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันการดำเนินการในพื้นที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องที่ดิน แต่ขยายไปถึงการประกอบธุรกิจและโรงแรม โดยตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.เป็นต้นมา มีการดำเนินคดีในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงันหลายกรณี ทั้งคดีที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของอัยการ และคดีที่มีการออกหมายจับแล้ว

ล่าสุด วันที่ 14 ส.ค.เจ้าหน้าที่ได้กำหนดเป้าหมายเข้าตรวจสอบหลายจุดในพื้นที่เกาะพะงัน ทั้งกรณีโรงแรมที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้อง และสถานประกอบการอื่นที่อาจเข้าข่ายความผิด เป็นการนำข้อมูลจากการคัดกรองไปสู่การตรวจสอบในพื้นที่จริงและขยายผลตามพยานหลักฐาน

ส่วนการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จ.สุราษฎร์ธานีมีการออกใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าว 7,542 ราย แบ่งเป็นเกาะสมุย 4,101 ราย และเกาะพะงัน 2,513 ราย ขณะเดียวกันมีการดำเนินคดี 104 ราย ทั้งกรณีทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ และกรณีประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย รวมถึงดำเนินคดีกับนายจ้างและสถานประกอบการ 46 ราย

เรื่องที่ประชาชนสะท้อนหรือเป็นปัญหาในพื้นที่ เมื่อรับเรื่องมาแล้วต้องตามต่อ และต้องดูให้เห็นว่าการทำงานเดินหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว หากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องก็ต้องได้รับความเป็นธรรม เราไม่ได้มุ่งเล่นงานผู้ประกอบการต่างชาติ แต่ต้องทำให้กติกาชัดเจน คนที่ทำถูกต้องต้องสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

“ส่วนใครใช้ช่องโหว่ ใช้นอมินี หรือฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม หน่วยงานในพื้นที่ต้องตรวจให้จริง ขยายผลให้ถึง และติดตามให้จบ โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนคดี แต่ต้องทำให้เห็นผลว่าข้อมูลที่ตรวจพบถูกนำไปดำเนินการอย่างไร ใครผิดต้องรับผิดตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน