ปชน. จับตาเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานไร้แผนชัด แฉ โครงการไม่ตรงปก หวั่นเป็นช่องผันเงินสู่ทุจริต ชี้ล็อกสเปกโซลาร์เซลล์ ส่อเอื้อผู้รับเหมารายเก่า

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 25 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ถึงวาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในช่วงเปิดประชุมสภาฯ ว่า พ.ร.ก.เงินกู้กำลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบ

เราติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา ตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้าน เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่สามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ เป็นการออก พ.ร.ก.โดยไม่ชอบ

ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา พบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยมีการระบุคำชี้แจงพยานที่เป็นผู้เชียวชาญด้านกฎหมายการคลัง 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการคลัง 1 คน ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ปรากฏแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถลดผลกระทบวิกฤตพลังงานได้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของนิยามคำว่าความมั่นคงด้านเศรษฐกิจว่าได้สัดส่วนหรือไม่ อย่างไร กับความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก. และทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยระยะเวลากลางและระยะยาว

รวมถึงมีการพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะการกู้ในครั้งนี้จะไปกระทบกับหนี้สาธารณะที่กำลังจะไปชนกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ จากคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรครวมฝ่ายค้าน และเป็นไปในทางเดียวกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย

ทั้งนี้ หลังจากที่เราได้ติดตามการคิดเรื่องแผนงานของโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล เราพบความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง เช่น กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการให้แคตตาล็อก และอาจจะมีการล็อกรหัสสินค้าในบางประเภท เพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกไปที่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ด้าน นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการที่เราติดตามกันมา มองว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการทำคำของบเงินกู้ก้อนนี้แล้ว

เพราะเป็นการให้หน่วยงานต่างๆ ทำโครงการขอเข้ามา และโครงการเหล่านั้นจะเข้ามาสู่การกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะมีแผนลงมาก่อนว่า เราจะเดินการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปในทิศทางไหน

ที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดตัวชี้วัด 2 แสนล้านบาท ที่เราไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร และอนาคตของประเทศหลังจากที่ใช้เงินหมดแล้วจะเป็นอย่างไร เราสามารถประหยัดพลังงานและใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนรู้เลย ทำให้ที่ผ่านมาเราเห็นโครงการที่ไม่ตรงปกและโครงการที่ไม่มีเนื้อ

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ไม่ตรงปก เช่น โครงการสินเชื่อนโยบายติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ที่นายเอกนิติ นิติฑัณประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เคยพูดเอาไว้ แต่จากการประชุม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ล่าสุด เราได้เชิญหน่วยงาน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้งสองการเข้ามาชี้แจง

โดยทั้งสองการไฟฟ้าชี้แจงตรงกันว่า 1 ล้านเรือนนั้นเป็นตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เนื่องจากติดข้อจำกัดทางด้านเทคนิคคือโครงข่ายไฟฟ้าของเรามีศักยภาพไม่มากพอ หรือแม้แต่กำลังการผลิตติดตั้งที่กำหนดไว้ว่า จะติดตั้งขั้นต่ำ 5 กิโลวัตต์ต่อหลังคาเรือน แต่ทั้งสองการไฟฟ้าได้ชี้แจงไว้ว่าตัวเลขนี้ก็ยังไม่นิ่ง โดยตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ของนโยบายนี้

นายศุภโชติ กล่าวอีกว่า รวมถึงเงินอุดหนุนที่มีข่าวปรากฏว่า จะมีการสนับสนุนเงิน 5 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งก็ยังเป็นตัวเลขที่ไม่นิ่งเช่นเดียวกัน และอาจจะลดลงไปเหลือ 3 หมื่นบาทต่อราย

ขณะที่แพ็กเกจพ่วงอย่างการผ่อนผ่านบิลค่าไฟที่ รมว.คลัง ออกมาชี้แจงว่า ประชาชนจะสามารถผ่อนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟได้ สามารถหักเงินได้อัตโนมัติ เงินที่ประหยัดในแต่ละบิลจะถูกนำไปจ่ายค่าติดตั้งโซลาร์ได้โดยตรง การไฟฟ้าก็ชี้แจงเช่นเดียวกันว่า ไม่สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ในปัจจุบัน เพราะการไฟฟ้าไม่สามารถนำเงินไปจ่ายกับธนาคารได้โดยตรง

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามองว่า โครงการด้านพลังงานนี้ค่อนข้างฉาบฉวย และมองว่าโครงการ 2 แสนล้านบาทนี้ หากนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานจะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวมากกว่า

ส่วนโครงการที่ไม่ตรงปก คือ โครงการของกระทรวงคมนาคมที่มีการตั้งงบประมาณว่า จะเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวีถึง 4 พันล้านบาท ซึ่งตอนแรกนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ตั้งเป้าว่าจะเปลี่ยนรถสาธารณะ 8 หมื่นคัน ครอบคลุมประเภทรถ 7 ประเภท

แต่ต่อมานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ก็ออกมาบอกว่า กำลังอัปเดตและหารือกับกระทรวงการคลังอยู่ และล่าสุดที่มีการชี้แจงใน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ ตอนนี้กรมขนส่งทางบกได้เน้นย้ำว่า รถ 7 ประเภทอาจจะเหลือแค่แท็กซี่เท่านั้น เพราะมีวิธีการจัดการที่ค่อนข้างง่ายกว่ารถประเภทอื่น

“จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวค่อนข้างไม่ตรงปก ที่ตอนแรกเสนอไว้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันหลายอย่างติดข้อจำกัดมากมาย เหมือนรัฐบาลเตรียมความพร้อมและทำการบ้านไม่มากเพียงพอ ตั้งโครงการมา โฆษณาไปก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการกัน” นายศุภโชติ กล่าว

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกโครงการที่ตนคิดว่าไม่มีเนื้อ เพราะไม่ค่อยมีรายละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งเราถามก็ยิ่งตอบคำถามไม่ได้ เช่น โครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยจัดทำคำของบก้อนนี้ไปประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท เช่น กรมชลประทาน ที่เสนอแผนงานว่าจะพัฒนาโครงการแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ

โดยตั้งของบไว้ 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อสอบถามในห้องกมธ.ก็พบว่าไม่มีรายละเอียด และจะเป็นซื้อปั๊มน้ำ และติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น

“เรากังวลว่ามีการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ตรงปกหรือไม่มีเนื้อ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นและเป็นกระบวนการที่อาจจะเป็นกลไกผันเงิน 2 แสนล้านบาทนี้ไปสู่กระบวนการทุจริตคอร์รัปชัน” นายศุภโชติ กล่าว

ขณะที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กล่าวว่า หลังจากที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุมกมธ.อีก โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ. บอกว่า ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญส่งคำพิพากษาไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุม จึงตั้งข้อสังเกตว่าท่านไม่อยากมาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังหรือไม่ สุดท้ายทำให้ต้องบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลอยากประชุมร่วมกับเราเมื่อไหร่ หากเปิดสมัยประชุมแล้วจะต้องพูดคุยกันอย่างจริงจังว่า จะมีการประชุมเกิดขึ้นหรือไม่

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนของ 2 แสนล้านหลังมีคีย์เวิร์ดโซลาร์เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคีย์เวิร์ดแห่งยุคสมัยนี้ ขณะเดียวกันเรื่องงบกลางที่อนุมัติให้กรมน้ำบาดาลดำเนินการ 6.5 พันล้านบาท ก็มีคีย์เวิร์ดโซลาร์ปั๊มเช่นเดียวกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้รับเหมา

“หากสมมติว่าของจัดซื้อจัดจ้างมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้าน หากไม่ได้เตรียมเอาไว้ก่อน ผู้รับเหมาหรือคนที่ขายของที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ไม่รู้ก่อน จะเตรียมทันได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นเรือโนอาห์ที่จะพาผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส.เครือข่ายสีน้ำเงิน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือไม่” น.สรักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สิ่งที่รับทราบจากข้าราชการ ซึ่งมีความกังวลว่าจะต้องติดร่างแหรับผิดชอบหากเกิดปัญหาหรือไม่ และแจ้งมาว่าเริ่มมีการของบประมาณในโครงการเข้ามาแล้วจากท้องถิ่น แม้หน้าตาโครงการมาแล้ว แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มีความชัดเจน

ส่วนเงินส่วนใหญ่ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ปั๊ม ทางกมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอหนังสือไปยังหน่วยงานเพื่อนำมาพิจารณาว่า มอก. เดิมมีกี่เจ้า และช่วงที่มีงบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีหน่วยงานยื่นขออุปกรณ์โซลาร์เซลล์กี่เจ้า

น.ส.รักชนก กล่าวว่า หากไม่มีเจ้าใหม่มาขอในช่วงระยะเวลานี้ อาจหมายความว่าคนที่เป็นเจ้าเก่าที่ได้ มอก.อยู่ รับเละ หรือหมายถึงรับประโยชน์มหาศาล ซึ่งอาจทำให้เชื่อว่าเป็นการล็อกสเป็กให้เจ้าเก่า หากมี 2-3 เจ้าได้รับ มอก.ใหม่ ในช่วงเหล่านี้หรือฟาสต์แทรกกระบวนการต่างๆ อย่างรวดเร็วก็เป็นที่สังเกตได้ว่า อาจจะเป็นเจ้าใหม่ที่เข้ามารับทรัพย์หรือไม่ อย่างไร โดยทำเรื่องขอข้อมูลไปแล้วรอข้อมูลที่จะส่งกลับมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน