บี้ ธรรศภาคย์ – กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ เผยเคล็ดลับรักยังแน่น 10 ปีไม่จืดจาง พร้อมแชร์มุมเลี้ยงลูก ไม่บังคับให้เหมือนพ่อแม่ แต่สอนให้คิดและเลือกด้วยตัวเอง
จากคู่รักสู่พ่อแม่ลูกสองแต่ บี้ ธรรศภาคย์ – กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ ยืนยันว่า 10 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ห้ามหายไปเด็ดขาดคือความเป็นแฟน เปิดกฎเหล็กชีวิตคู่ต่อให้ทะเลาะกันหนักแค่ไหนก็ห้ามท้าเลิก ในรายการ WandOland พร้อมเผยวิธีรักษาความสัมพันธ์ให้ยังเป็นทั้งคู่ชีวิต เพื่อนสนิท และทีมเลี้ยงลูกที่เดินไปด้วยกัน เพราะสำหรับทั้งคู่การมีลูกไม่ได้แปลว่าต้องหยุดรักกันในฐานะแฟน
ความเป็นทีมเวิร์กในการเลี้ยงลูกและการเป็นคู่รักของคุณเป็นยังไง?
กุ๊บกิ๊บ : กิ๊บบอกเลยว่าบ้านเราเป็นทีมเวิร์กที่แน่นมาก เราแบ่งหน้าที่กันค่อนข้างที่จะชัดเจน ลูกเคยพูดอันนี้ไม่ได้มาจากกิ๊บ เขาบอกว่าเวลาเขาอยู่กับบี้ เขาจะรู้สึกว่าเขาได้ทำนั่นทำนี่ อะไรที่มันเข้มแข็ง ที่มันสนุก ที่มันเพลิดเพลิน จะอยู่กับพ่อได้เลย แต่พอเป็นแม่ก็จะเป็นแบบปลอบประโลม พูดคุย สนุกสนาน ความเป็นผู้หญิง พูดคุยสัพเพเหระ รับฟัง หัวเราะสนุก เขาบอกว่า วันหนึ่งที่อยู่แยกกัน หนูเลือกไม่ได้เลยว่าจะอยู่กับใคร เพราะรู้สึกว่าต้องมีทั้งคู่ พ่อแม่ห้ามแยกกันนี่คือสิ่งที่ลูกพูดกับกิ๊บ พออยู่ด้วยกันรู้สึกว่าครอบครัวของเรามันคือดีที่สุดมากสำหรับหนู เราฟังแล้วเรารู้เลยว่า งั้นแสดงว่าเราสองคนก็แบ่งตามความชอบ ตามความถนัด
บี้ : จริงๆ นิสัยสองคนมันต่างกันมากด้วยครับ มันเลยกลายเป็นทีมเวิร์กได้ คุณถนัดตรงนี้ก็ให้คุณดูแลลูกตรงนี้
กุ๊บกิ๊บ : แต่ต่อให้อีกด้านหนึ่ง อีกคนหนึ่งไม่ถนัด ก็พยายามทำความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากันไปด้วย หมายถึงทำตัวให้กลมกลืน คิดว่าความเป็นทีมเวิร์กมันเกิดจากการสื่อสาร การพูดคุย และการที่เราไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว เราปรับตัวกับลูกกับสิ่งใหม่ๆ ที่เราได้ยินหรือได้เรียนรู้ตลอด ลองวิธีนี้แล้วอาจจะไม่ค่อยได้ผล เรามาคุยกันและปรับหน่อยดีกว่า เธอต้องปรับ ฉันต้องปรับ
บี้ : สำหรับผมเรียนรู้เยอะมาก เพราะอย่างลูกสาวสองคนเป็นผู้หญิง มันจะมีรายละเอียดที่ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอเลยว่า เป็นอย่างนี้เหรอ มันจะเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงโดยที่ผมไม่เคยรู้ มันต้องละเอียดขนาดนี้เลยใช่ไหม
กุ๊บกิ๊บ : คิดว่าความน่ารักของบี้คือ บี้เป็นคนที่เข้าใจและพยายามเข้าใจ กิ๊บก็พยายาม ทุกวันนี้ 10 ปีแล้ว
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้านให้กับลูก?
กุ๊บกิ๊บ : แต่หนึ่งสิ่งที่เราคุยกันตลอดแล้วกิ๊บคิดว่าอยากจะแชร์ เวลาเราพูดอะไรกิ๊บไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเราเป็นคนมาสอน เราแค่แชร์ในมุมมองของบ้านเรา แต่หนึ่งสิ่งที่กิ๊บรู้สึกแล้วมันได้ผลจริงๆ และลูกเราตอบรับกลับมา เขาจะเล่าถึงความรู้สึกว่าบ้านนี้ต้องเป็นบ้านของเขา หลายคน พ่อแม่ตกหล่นตรงที่คิดว่านี่คือบ้านฉัน ฉันซื้อ บ้านที่ฉันสร้าง เด็กเป็นผู้อยู่อาศัยความจริงแล้วไม่ใช่นี่คือบ้านของเราทุกคน เราทุกคนต้องเป็นตัวเองได้ เด็กต้องสามารถรู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย ที่เขาจะเป็นตัวเองได้ เขาจะกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำผิด กล้าทำอะไรก็ได้
โดยที่ไม่โดนใครในบ้านตัดสิน แต่จะค่อยๆ ปรับให้เข้าร่องเข้ารอย หรือค่อยๆ แนะนำหรือสอน กฎในบ้านที่ทุกคนปฏิบัติตามเท่ากัน ไม่ใช่ว่าลูกอยู่ที่นี่แล้วลูกไม่มีสิทธิ์ และเราสองคนจะเตือนกันอยู่ตลอดว่าบ้านนี้จะเป็นอย่างไรไม่ใช่คุณเป็นคนกำหนดไม่ใช่ฉันเป็นคนกำหนด เราทุกคนต้องเดินเข้ามาแล้วทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านหลังนี้คงที่เป็นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่รู้สึกอยากออกไปจากบ้านหลังนี้เพราะนี่คือบ้านฉันไม่ใช่บ้านพ่อแม่
บี้ : บางทีเราต้องไม่เอามาตรฐานของผู้ใหญ่ที่เราเรียนรู้มา ที่สมองของเราที่มันสมบูรณ์แบบแล้ว มาคิดว่าเขาน่าจะเข้าใจ คิดว่าเขาน่าจะเป็นเหมือนเรา คิดว่าสมองของเขาน่าจะเติบโตสมบูรณ์แบบเหมือนเรา คือบางอย่างเรามีเกินเลยไปบ้าง เป็นอะไรที่เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน
คุณภาพความสัมพันธ์มาจากการเลี้ยงดูและการโตมาในบ้านจริงไหม?
กุ๊บกิ๊บ :ใช่ จริง ๆ มันเป็นแบบนั้น วันหนึ่งคิดว่าเด็กเขาก็มีบุคลิกภาพของเขา เลี้ยงเหมือนกัน ลูกก็นิสัยต่างกัน
บี้ : แต่ผมแค่รู้สึกว่าเรื่องปู่ย่าตายาย เราไม่ได้นำทั้งหมดที่สอนมาส่งต่อให้ลูกหมด
กุ๊บกิ๊บ : เราจะท่องกันว่า “We are new generation”
บี้ : บางอย่างที่เราก็จะมีจุดยืนของเราว่า เลี้ยงแบบนี้ดีกว่า สอนแบบนี้ดีกว่าในยุคสมัยนี้
กุ๊บกิ๊บ : พวกเราชอบเล่ามากกว่า สมมติเขาเล่าปัญหา พ่อจะเล่า ตอนเด็กๆ พ่อเป็นอย่างไร กิ๊บเป็นอย่างไร แต่เราจะบอกว่า แต่นี่คือพ่อ นี่คือแม่ เรานิสัยต่างกัน แต่หนูคือตัวหนู หนูลองไปชั่งน้ำหนักดูว่าหนูคิดว่าอยากจะตัดสินใจอย่างไร พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย แต่ว่าเราแชร์ให้ฟังว่าเราผิดพลาดอะไรมา สมมตินิสัยเราเคยทำนิสัยไม่ดีแบบนี้แล้วมันผิดพลาดมาแบบนี้ เราสองคนไม่ต้องการให้ลูกเป็นเหมือนเรา แต่เราต้องการให้เขามีทัศนคติ หรือการใช้ชีวิตที่ดีในแบบของเขา เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องเหมือนเราก็ได้
คิดว่าเขาชอบเวลาที่คุณทำตัวแบบไหนมากที่สุด?
บี้ : ทำตัวน่ารัก เพราะผมชอบแกล้งเขา เขาจะชอบเวลาผมทำตัวน่ารัก
กุ๊บกิ๊บ : มันเขี้ยวเขา
บี้ : เพราะนิ้วผมสั้นด้วย เวลาทำอะไรเขาก็จะแกล้ง
กุ๊บกิ๊บ : มันดูขัดกันดี กิ๊บว่าเป็นความแมนๆ เวลาเห็นทำท่าแบ๊วๆ น่ารักๆ แบบนี้แล้วชอบ เพราะตอนที่เขามาจีบก็แบ๊วมาก ไม่เคยเจอผู้ชายทำแบ๊วขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
บี้ : เวลาอยู่ข้างนอก ถ้ามีผู้คน เราจะเก๊กๆ หน่อย แต่เวลาทำท่าน่ารัก กิ๊บจะหัวเราะ
กุ๊บกิ๊บ : เวลาจะโกรธ พอเห็นหน้าเขา จะบอกให้เขาทำอะไรตลกๆ น่ารักๆ
บี้ : สรุปของผมคือการเล่นตลก ทำให้เขาหัวเราะได้ น่าจะเป็นช่วงที่เขาชอบผมที่สุด มันเป็นนิสัยผมอยู่แล้ว ผมจะทำอะไรให้คนในบ้านตลก ขำตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกับลูกหรือกับเขา ถ้ามีช่องทางไหนทำให้คนหัวเราะได้ ผมทำหมด
กุ๊บกิ๊บ : เราเคยคุยกันว่า คู่รักถ้าได้หัวเราะด้วยกันทุกวันจะดีมาก ซึ่งกิ๊บบอกว่าเราหัวเราะกันมากเกินไปแล้ว
บี้ : เพราะขากลับขับรถกลับบ้านประมาณชั่วโมงครึ่ง คุยหัวเราะกันจนถึงบ้าน และมาคุยกันว่าที่คุยกันมาไม่มีสาระเลย คือผมมีเพื่อนสนิทน้อยมาก วันๆ คุยอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งผมรู้สึกโชคดีมาก ผมจะบอกเขาตลอดว่า กิ๊บเป็นทั้งคู่รักและเพื่อนสนิท ที่คุยอะไรกันไม่รู้ในแต่ละวัน และหัวเราะไปแบบไม่มีสาระ
กุ๊บกิ๊บ : แต่เราไม่ใช่แค่เพื่อนกันคุยกันได้ทุกเรื่องแต่เราเป็นคู่รัก บางคนเป็นเพื่อนกันไปเลยจนลืมความเป็นคู่รักหรือความหวือหวา แต่เราไม่มี เราสองคนดูแลตัวเองอย่างดีและแสดงความรักผ่านการสัมผัส เรายังมีความรักตรงนั้นอยู่
ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าถูกละเลยจนรู้สึกไม่สำคัญเหมือนเดิมบ้างไหม?
กุ๊บกิ๊บ : ถ้าเรื่องจริงจังไม่มีเลย แต่ชอบมีล้อเล่น เพราะตั้งแต่มีลูก เขารักลูกมาก กอดลูกตลอด หอมลูกตลอด เอาลูกมานอนกั้นกลางตลอด จนกิ๊บต้องบอกว่า “หอมลูก แต่ยังไม่หอมฉันเลย เธอเปลี่ยนไป” เขาก็จะรีบมาหอม คือเราตื่นเช้ามา จะมี Morning Kiss กัน จุ๊บกันก่อนนอน แต่ระหว่างวันเราแค่อยากได้ตลอดเวลาเฉยๆ จะชอบแกล้งเวลาเขากอดหอมลูก เราจะบอกว่า เปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม เขาก็จะรีบมา คือกิ๊บชอบพูดว่าทุกครั้งก่อนออกไปทำงานต้องหอมกัน ความน่ารักของเขาคือกลัวกิ๊บตื่น แต่ความรู้สึกของเราคือ บี้ต้องเดินทางตลอด ออกไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เราไม่มีวันรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะกลับมาหรือไม่กลับมา หรือใครอีกคนหนึ่งจะเป็นอะไรไหม ไม่อยากทำให้รู้ว่าวันนั้นน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ กิ๊บกับบี้จะพยายามใช้ชีวิตให้ทุกวันถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เราทำเต็มที่แล้ว ทุกอย่างเต็มที่แล้ว
การทำเสมอต้นเสมอปลายและการสื่อสารเพื่อไม่ให้ห่างกัน?
กุ๊บกิ๊บ : กิ๊บคิดว่าการสื่อสารสำคัญ สิ่งที่ทำให้บ้านเรายังเป็นทีมเพราะพูดแล้วอีกคนตอบรับทันที พอพูด บี้จะรู้ตัวทันที แล้วรีบมาหา มันเลยทำให้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แน่นเหมือนเดิม มันเป็นการเชื่อมต่อกัน ห้ามขาดการเชื่อมต่อกันโดยเด็ดขาด อย่าเพิ่งมีข้ออ้าง คนนี้พูด คุณไม่ต้องอ้าง ให้เข้ามาทำก่อน แล้วค่อยอธิบายทีหลัง เขาจะชอบให้ไปไหนก็จะจับมือแตะเนื้อต้องตัว ต่อให้เรานอนห่างกันแบบมีลูกนอนคั่นไว้แต่ขาต้องแตะกันไว้เสมอ ก่อนนอนก็ต้องคุยกัน มีอยู่วันหนึ่งกิ๊บไม่สบายหลับไปก่อน เขากลับมาประมาณสี่ทุ่มบอกว่าเหงามาก ไม่รู้จะคุยกับใคร เราเลยรู้ว่าต่างฝ่ายต่างสำคัญต่อกันมาก แม้ทั้งวันจะคุยกันเยอะมากแล้วก็ตามเราต้องเชื่อมต่อกันตลอด
มาถึงจุดนี้แม้จะมีลูกแล้วยังเช็กความฝันของกันและกันไหม?
กุ๊บกิ๊บ : ตลอดค่ะ
บี้ : แต่ความฝันของกิ๊บ คือการมีครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุข นี่คือความฝันของกิ๊บ แต่ของบี้ก็ยังมี
กุ๊บกิ๊บ : ถามเขาตลอด ว่ายังเหมือนเดิมไหม ยังทิศทางเดิมไหม ที่ทำยังเพราะสิ่งนี้ไหม เพื่อฝันนี้ไหม เขาจะบอกว่าบางทีก็เปลี่ยนเพื่อลูก เพื่อเงิน หรือยังอยากทำตรงนี้ ลึกๆ เขายังอยากทำเพลง กิ๊บก็จะสนับสนุน ถ้ามันเป็นการงอกเงยและหาเงินต่อได้ และเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน ต้องทำ เขาจะขอบคุณเราตลอด
การเติมพลังบวกด้วยคำชมสร้างความมั่นใจให้ลูก
บี้ : ชีวิตผมมั่นใจมากเพราะแม่เลยครับ แม่พูดกับผมมาตั้งแต่เด็กว่า ทำดีมาก เก่งมาก ร้องเพลงดีมาก ทั้งๆ ที่ร้องไม่ดี แต่เขาจะบอกว่า ดีมาก ลูกเก่งมาก มันเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรามั่นใจมาก กล้าที่จะไปทำอะไรที่สำหรับคนอื่นมองว่าน่าตื่นเต้น แต่สำหรับเราไม่ใช่ เราชอบ บี้เพิ่งคุยกับกิ๊บเมื่อไม่นานมานี้เองเรื่องการแสดงเจตจำนง (Manifest) เหมือนเราได้ยินแบบนี้มาตลอด นั่นคือสิ่งที่เราเป็น ว่าเราต้องป้อนพลังบวกแบบนี้ให้ลูก
กุ๊บกิ๊บ : บางคนอาจจะมีความเห็นต่างว่าการชมลูกมากเกินไปอาจจะไม่ดี แต่คิดว่าชมเถอะ เขากำลังจะโต เวลาเขาออกไปข้างนอก ในหนึ่งวันเขาจะได้ยินคำชมสักกี่คำเขาจะเก็บสะสมคำชมมาสร้างเป็นความมั่นใจและความพยายาม เราต้องชมเขาอย่างมีเหตุผล ไม่ว่าอย่างไรต้องสร้างความมั่นใจให้เขาเพราะนี่คือแหล่งพลังงานชั้นดี กิ๊บอยู่กับครอบครัวเขาแล้วรู้เลยว่าแม่เขาชมเขาตลอด กิ๊บชอบแซวว่า ยอดวิวเพลงใน YouTube ที่ขึ้นสูงๆ เพราะแม่กับพ่อช่วยกันดู ฟังเพลงทั้งวัน
บี้ : บางทีลูกสาวอย่างน้องเป่าเป้ย์ชอบเต้น เวลาอยู่ซูเปอร์มาร์เก็ต กิ๊บก็จะมองว่าแปลกๆ แล้วบอกลูกว่า อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ต้องเต้น แต่ผมจะมองต่างออกไป เพราะเราเคยเป็นแบบนั้น เราอยู่ตรงไหนเราก็เต้น ไม่เป็นไรหรอก ให้เขาซ้อมไป แม้จะดูแปลกนิดหน่อย
กุ๊บกิ๊บ : เราแค่บอกว่าต้องดูความเหมาะสม ไม่เคยห้ามลูกเป็นตัวเอง แต่เราต้องรู้ว่าที่ไหนเราเป็นตัวเองได้กี่เปอร์เซ็นต์ ที่ไหนเราควรเป็นแบบไหน อยู่บ้านเราเป็นไหน ทุกคนมีหลายสิบหน้า อย่าบอกว่าเรามีตัวตนเดียว เราทุกคนมีหลายบทบาท สิ่งเดียวที่เด็กควรเรียนรู้คือ เวลาไหนควรทำอะไร เราเองเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องรู้ว่าอะไรเหมาะอะไรไม่เหมาะ คุณต้องฉลาดสังเกตและวางตัวให้ถูก เลี้ยงลูกแต่ละคนก็มีวิธีจัดการต่างกัน
วัยเด็กคือตัวกำหนดคุณภาพชีวิตและการลดปมในใจลูก?
กุ๊บกิ๊บ : เราพยายามคุยกันสองคนว่า สิ่งหนึ่งที่เราจะพยายามทำให้ได้ดีที่สุดคือทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กสองคนนี้มีปมในใจตอนเด็กน้อยที่สุด เพราะว่าถ้าเขาไม่มีบาดแผลทางใจมาก คิดว่าเขาจะเติบโตได้อย่างดี และผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี ความทุกข์อยู่กับเราไม่นาน บ้านเราพยายามสลัดความทุกข์ออกรวดเร็วทันใจสุดๆ
ความเป็นคู่รักที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทช่วยก้าวผ่านอุปสรรคในชีวิต?
บี้ : นอกจากจะเป็นคู่รักแล้ว ความสัมพันธ์ของผมกับกิ๊บยังเหมือนเพื่อนสนิทด้วย พอเป็นเพื่อนสนิทกัน มันจะมีทั้งการพูดเสียงดังใส่กัน ว่ากัน หรือทำอะไรที่บ้าๆ เพื่อเป็นการระบายความเครียดจากสิ่งอื่น เวลาที่เราเจอเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร การได้ทำอะไรบ้าๆ ด้วยกัน มันทำให้เราลืมบางอย่างที่ไม่ดีไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกับกิ๊บเป็นกันอยู่ตลอด เวลาเจออุปสรรคหรือเรื่องเครียด มันจะสลับและช่วยให้ลืมไปได้เยอะ ผมรู้สึกดีใจมากที่เราเป็นทั้งคู่รักและเพื่อนสนิทที่เมื่อเจอกันแล้ว อุปสรรคและปัญหาต่างๆ ในชีวิตมันละลายหายไปหมด เป็นสิ่งสำคัญมาก ในชีวิตคนเราที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ คนรอบข้างอาจค่อยๆ น้อยลง เพราะเราโฟกัสบางอย่างมากขึ้น และเพื่อนๆ อาจไม่ได้เดินเส้นทางเดียวกับเรา ทำให้โอกาสเจอกันน้อยลง การได้เป็นทั้งคนรักและเพื่อนรักจึงเป็นเรื่องที่โชคดีมาก
กุ๊บกิ๊บ : หลักๆ คืออย่าตัดสินกัน เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร บางครั้งเราตัดสินจากมุมของเราโดยไม่ได้ไปยืนในมุมของเขา หลายครั้งที่กิ๊บเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองและคิดว่าถูกแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่บี้คิดกลับถูกต้องกว่า หากทำตามที่บี้คิดตั้งแต่แรก กิ๊บอาจจะสบายใจหรือถูกต้องมากกว่านี้ กลายเป็นว่าเราไม่ตัดสินกัน เขาได้เป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เศร้า เสียใจ หรือปัญหาต่าง ๆ ให้ฟัง โดยไม่ต้องรู้สึกว่าโดนจับจ้อง สามารถพูดคุย ปรับเปลี่ยน และว่ากันไป ทำให้เกิดความสบายใจ กิ๊บเองก็สามารถพูดกับเขาได้ทุกเรื่องโดยรู้ว่าเขาจะไม่ตัดสิน บางครั้งเขาแค่นั่งฟัง ไม่ได้ให้แนวทางหรือช่วยอะไร แต่เขาก็อยู่ตรงนั้นและรับฟัง เพื่อนสนิทก็คือการนั่งฟังและรับฟัง เรื่องการเลี้ยงลูกก็เช่นกัน เมื่อลูกมาเล่าให้ฟัง เราก็แค่นั่งรับฟังโดยไม่ได้สั่งสอนอะไร ในฐานะสามีภรรยาก็เช่นเดียวกัน คือพร้อมที่จะรับฟังกันและกัน
ตอนทะเลาะกัน อะไรคือกฎที่ตกลงกันว่าจะไม่ทำเด็ดขาด?
กุ๊บกิ๊บ : สิ่งหนึ่งที่เราสองคนไม่เคยทำเลยตลอด 10 ปี คือไม่เคยพูดคำว่า “เลิกกัน” ไม่เคยท้าเลิก บอกเลิก หรือพูดคำอะไรแบบนี้เลย นี่คือสิ่งที่กิ๊บกับบี้ไม่เคยทำตลอด 10 ปี ไม่เคยมีคำนี้ออกมาจากปากเลยสักครั้งเดียว เต็มที่ก็แค่เงียบไม่คุยกัน แต่แป๊บเดียวก็กลับมาคุยกันอยู่ดี ยิ่งพอมีลูก ก็ไม่อยากให้ลูกรู้สึกถึงบรรยากาศแบบนั้น แป๊บเดียวก็ต้องคุยกัน
มีกฎที่ตกลงกันไหมว่าเวลาทะเลาะกันห้ามทำอะไรต่อหน้าลูก?
บี้ : สิ่งที่ไม่ทำคือ ไม่ออกจากบ้าน อย่างมากก็ต่างคนต่างไป เงียบและห่างกันสักพัก แล้วค่อยกลับมาคุยกัน
กุ๊บกิ๊บ : มีกฎหนึ่งคือ ห้ามด่าล่อแม่ จะไม่มีการพูดจาทำร้ายน้ำใจกัน เพราะมันไม่สามารถดึงคำพูดกลับคืนมาได้ และพ่อแม่ใคร ใครก็รัก ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากตรงนั้นหรือไม่ ก็จะไม่นำมาพูดถึงเด็ดขาด จะไม่มีการพูดขึ้นมาแน่นอน 100% ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่
คุณคิดว่าลึกๆ แล้วคู่ของคุณมีความกลัวอะไรที่ไม่เคยพูดออกมา?
กุ๊บกิ๊บ : สุดท้ายแล้ว สุขภาพสำคัญที่สุด ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพร่างกาย เราพูดกันตลอดว่า ไม่ว่าจะมีความฝัน มีเงินทองมากมายแค่ไหน ถ้าสุขภาพไม่ดี ทุกอย่างจบเลย บ้านเราพยายามให้เรื่องสุขภาพมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=JFr-SmaANYg&t=19s





