พริษฐ์ เปิดข้อมูล โต้ ‘นภินทร’ พบสัญญาณโทรศัพท์ 2 สว. โผล่ ก.พาณิชย์ ก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศ 1 วัน พยานในห้องทำงาน โผล่ศูนย์ทำโพย
เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องคดีฮั้วสว. โดยระบุว่า ตนได้ไปตรวจสอบต่อและค้นพบ 3 ประเด็นใหม่ ได้แก่
1.พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ห้องทำงานของนายนภินทร สมัยที่เป็น รมช.พาณิชย์ ในวันที่ 24-25 มิ.ย.2567 นั้น มีหลายคนเป็นผู้ที่พัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกง สว. หรือทีมงานที่ใกล้ชิดกับนายนภินทร
และแม้พยานประมาณ 8 คน จะให้การสนับสนุนคำชี้แจงของนายนภินทร ตนค้นพบว่าพยานดังกล่าว มีหลายคนที่มีสถานะที่ทำให้เราต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักรับฟังด้วยความระมัดระวัง เช่น นายวิถี สุพิทักษ์ ซึ่งเป็นสว.สำรอง และอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าว 229 คน มีหมายเลขผู้สมัครคือหมายเลข 91 ปรากฏอยู่ในหลายโพยใบสั่ง
แม้นายวิถี ไม่ได้รับเลือกเป็น สว. แต่ได้รับคะแนนในรอบไขว้หรือรอบสุดท้าย 18 คะแนน ซึ่งใกล้เคียงกับ สว. ที่ได้รับเลือกลำดับ 10 ของกลุ่มที่ได้ 21 คะแนน โดยประเด็นนี้นายนภินทร ยืนยันว่าไม่รู้ ณ เวลานั้นว่านายวิถีเป็นผู้สมัคร สว.
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า นายเมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์ นายไชยวิทย์ บัวงาม และนายสำอาง แก้วประดับ เป็นคนในเครือข่ายสภาเกษตรกรที่ถูกโยงกับศูนย์ทำโพยเลือกสว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พยานบุคคลหลายคนให้ข้อมูลว่า ถูกใช้ศูนย์ทำโพยในช่วงก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ
ทั้งนี้ มีพยานระบุว่า นายสำอางเดินทางไปทำโพยที่โรงแรมดังกล่าว ในวันเดียวกันกับเหตุการณ์ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยนายสำอางกับนายเมธัสสิทธิ์ ยอมรับว่าเดินทางไปที่โรงแรมดังกล่าวจริง แต่ให้เหตุผลว่าเป็นการไปเพื่อพบเจอกับประธานสภาเกษตรกรจากจังหวัดอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 คนที่ยอมรับว่าเดินทางไปที่โรงแรมดังกล่าวในวันเดียวกัน คือ นายวิถี ที่ให้เหตุผลว่าไปที่โรงแรมเพื่อพูดคุยแนะนำตัวกับผู้สมัครคนอื่น และนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน และมีพยานบุคคลหลายคนยืนยันว่า เป็นวิทยากรหลักในการจัดทำโพยในหลายโรงแรม โดยนายสมเกียรติให้เหตุผลว่า ไปเพื่อศึกษาวิธีการเลือก และเตรียมตัวสมัคร สว.รอบหน้า
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า คำถามคือเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปหรือไม่ที่คนจากสภาเกษตรกรที่อยู่ในห้องทำงานนายนภินทร จะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเลือก สว. แต่กลับไปปรากฏที่โรงแรมที่เป็นศูนย์ทำโพย ในวันเดียวกันกับที่มีการกล่าวหาว่ามีการทำโพย และมีทั้ง สว.สำรอง จากเหตุการณ์ห้องทำงานของนายนภินทร และวิทยากรหลักเรื่องการทำโพยอย่างนายสมเกียรติปรากฏอยู่ในที่เดียวกันด้วย
ทั้งนี้ ยังมีอีก 2 คน คือ นายวิฑูรย์ สุขพลู และนายจิระเดช ธาราศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นทีมงานของนายนภินทร ที่กระทรวงพาณิชย์ในวันเกิดเหตุ แต่ตอนนี้พบว่าทั้ง 2 คนได้ไปทำงานในคณะกรรมการสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งนายนภินทรกำกับดูแลอยู่ในปัจจุบัน ในฐานะรัฐมนตรีสำนักนายกฯ
ซึ่งพบว่านายวิฑูรย์ ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการบริหาร สสว. โดยเข้าสู่ตำแหน่งในวันที่ 27 พ.ย. 2568 หลังจากที่นายนภินทรถูกตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล สสว. เพียงแค่ 2 เดือน ขณะที่นายจิระเดช ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ของคณะกรรมการ สสว.
ฉะนั้น ตนจึงเห็นว่าควรต้องพิจารณาคำให้การของนายวิฑูรย์และนายจิระเดช ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากประวัติการทำงานของทั้ง 2 คน บ่งชี้ว่าอาจมีความสัมพันธ์ทางการงานที่ใกล้ชิดกับนายนภินทร
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 2 คนที่เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ในวันเกิดเหตุพยาน 2 คนนี้ ดูมีสถานะที่น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าพยานคนอื่น เนื่องจากเป็นข้าราชการประจำที่โดยหลักแล้ว ควรต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งคงต้องตรวจสอบต่อไป
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า สำหรับประเด็นที่ 2 มีสว. จาก จ.ราชบุรี ที่นายนภินทรยอมรับว่ารู้จัก 2 คน โดยคนที่ 1 นายนภินทรบอกว่าเป็นเจ้าของโรงแรมที่บ้านโป่งที่เคยไปใช้บริการ ซึ่งดูจากประวัติแล้วน่าจะหมายถึง น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ สว. และคนที่ 2 นายนภินทร บอกว่าเป็นอดีต ผอ.พลังงาน ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันอยู่ หากดูจากประวัติแล้วน่าจะหมายถึงนายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา สว.
แม้ สว. ทั้ง 2 คนนี้จะมีชื่อปรากฏในโพยใบสั่งจำนวนมากที่พัวพันกับคดีโกง สว. แต่ตนเข้าใจดีว่าการที่นายนภินทรรู้จักทั้ง 2 คน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าไปช่วยหรือรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาดังกล่าวเสมอไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายนภินทรอาจจะยังไม่ได้พูดครบทั้งหมด คือ นายนภินทรไม่น่าจะรู้จัก นายสัมพันธ์ แค่ในฐานะอดีต ผอ.พลังงานที่ทำงานสัมพันธ์กันอยู่เพียงเท่านั้น เพราะเมื่อตนไปค้นหา พบว่าก่อนมาลงสมัครสว. นายสัมพันธ์เคยมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาตลาดศรีเมืองที่นายนภินทรเป็นผู้บริหาร และน่าจะร่วมงานกับตลาดกันมาเป็นระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ ตนเข้าใจดีว่าแม้เคยเป็นทีมงานกันจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องกันในการเลือก สว. แต่ถ้าจะบอกว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ไม่ควรนำมาประกอบการพิจารณาหรือตรวจสอบเพิ่มเติมเลย ก็คงจะไม่ใช่
นายพริษฐ์ ระบุว่า สำหรับประเด็นที่ 3 จากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าผู้สมัคร สว.ที่มีข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ว่าอยู่กระทรวงพาณิชย์ ช่วงบ่ายวันที่ 25 มิ.ย. ในห้วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ในห้องทำงานรัฐมนตรี ย้ำว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่อยู่ในห้องทำงาน ไม่ใช่แค่ผู้สมัคร สว.ทั่วไป
แต่เป็น 2 คนที่ในที่สุดได้รับเลือกเป็น สว. และทั้ง 2 คนอยู่ในโพยใบสั่งจำนวนมาก รวมถึงอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ได้แก่ 1.น.ส.ภาวนา ซึ่งนายนภินทรยอมรับว่ารู้จัก ค้นพบว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ และ 2.นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สว. จาก จ.เพชรบุรี
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ในช่วงเดือน มิ.ย.- ก.ย.2567 ค้นพบว่า สว.ทั้ง 2 คน มีหลักฐานการปรากฏตัวที่กระทรวงพาณิชย์แค่ไม่กี่ครั้ง และแค่เฉพาะในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. คือช่วงการเลือก สว. และการเตรียมปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่มีหลักฐานการปรากฎตัวในช่วง ส.ค.-ก.ย.
นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า เมื่อนายนภินทรยืนยันว่าไม่ได้เจอทั้ง 2 คนที่กระทรวงพาณิชย์ เราคงไม่ต้องถามอะไรนายนภินทรเพิ่มเติม แต่คงต้องถามสว. ทั้ง 2 คน ว่าไปทำอะไรที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 2567 หรือ 1 วันก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศ และได้พบเจอกับกลุ่มคนไหนเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่
นายพริษฐ์ ย้ำว่า ในขั้นตอนปัจจุบันตามหลักกฎหมาย กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาล ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยว่ามีการทุจริตถึงจะสั่งฟ้อง แต่หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง โดยให้เป็นหน้าที่ของศาลอีกชั้นหนึ่งในการพิสูจน์หลักฐาน หลังจากฟังความจากทั้ง 2 ด้านทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา
รวมถึงหลังจากได้รับรู้ข้อมูลใหม่ที่ตนได้นำเสนอวันนี้ ตนคงคิดแทนประชาชนทุกคนไม่ได้ ว่าแต่ละคนเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือไม่
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การพิจารณาของ กกต. ที่ผ่านมาในลำดับชั้นต่างๆ ก็ได้มีการฟังความทั้ง 2 ด้าน และได้ลงความเห็นไปแล้วใน 3 ชั้น คือ 1.คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าควรสั่งฟ้องนายนภินทร และเห็นว่าควรสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน
2.รองเลขาฯ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาฯ เห็นว่าควรสั่งฟ้องนายนภินทร และ 3.คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 เห็นว่าควรยกคำร้องนายนภินทร และเห็นว่าควรยกคำร้องทุกคน ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คนจะลงมติอย่างไร รอดูกันในวันที่ 14 ก.ย.นี้