นายกสมาคมวิศวกรฯ เปิด 5 ปม ไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ ลามวอดใน 1 ชั่วโมง แนะ ต้องรื้ออาคาร หวั่นถล่มซ้ำ จี้ กทม. เร่งสแกนอาคารเก่าทั่วกรุง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 ส.ค.2569 นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เพื่อประเมินความเสียหายและวิเคราะห์สาเหตุเชิงวิศวกรรม กรณีเกิดเหตุไฟไหม้ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร
พร้อมเปิดเผยรายละเอียดจากการสำรวจเบื้องต้นและตั้งข้อสังเกตสำคัญ 5 ประเด็นหลักที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ว่า แม้อาคารดังกล่าวจะเป็นอาคารขนาด 3 ชั้น แต่กลับเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงและลุกลามไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง โดยสมาคมฯ ได้ตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงออกเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

นายกสมาคมวิศวกรฯ เปิด 5 ปม ไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ ลามวอดใน 1 ชั่วโมง แนะ ต้องรื้ออาคาร หวั่นถล่มซ้ำ จี้ กทม. เร่งสแกนอาคารเก่าทั่วกรุง
1.อาคารดังกล่าวเป็นพื้นที่ร้านค้าที่มีการอัดแน่นของเชื้อเพลิงติดไฟง่ายจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าจำพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ และแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถสะสมความร้อนสูงจนเกิดการติดไฟและกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี
2.การแบ่งล็อกและกั้นห้องภายในอาคาร เอื้อให้เปลวไฟและก๊าซร้อนเคลื่อนตัวจากจุดต้นเพลิงไปยังพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไฟลามครอบคลุมอาคารในเวลาอันสั้น
3.โครงสร้างหลักของอาคารเป็นเสาและคานเหล็ก ซึ่งเมื่อถูกความร้อนสูงเป็นเวลานานจนเหล็กคดงอ บิดเบี้ยว เสียรูป และหล่นลงมาเป็นชิ้น ๆ จึงมีข้อสงสัยว่าโครงสร้างเหล็กดังกล่าวได้ผ่านการทำระบบกันไฟตามที่กฎหมายควบคุมอาคารกำหนดหรือไม่ เช่น การพ่นสารเคลือบกันไฟ การใช้สีทากันไฟ หรือการหุ้มด้วยคอนกรีต ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
4.จากการสอบถามสำนักควบคุมอาคาร พบว่าอาคารนี้มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันเกิน 10,000 ตารางเมตร จัดเป็น “อาคารขนาดใหญ่พิเศษ” ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Springker System) และหัวปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump) อัดน้ำเข้าสู่ระบบ
ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าค้นหาและตรวจสอบบริเวณหัวสปริงเกอร์ว่าหลอดแก้วมีการแตกทำงานหรือไม่ มีร่องรอยการฉีดน้ำจริงหรือไม่ รวมทั้งต้องตรวจสอบรายงานการตรวจประจำปีและรายงานการตรวจใหญ่ทุก 5 ปีด้วย
5.เนื่องจากอาคารมีขนาดใหญ่และกว้างมาก จึงเกิดคำถามถึงความเพียงพอของประปาหัวแดง และหัวรับน้ำดับเพลิงภายนอกอาคาร ตลอดจนขีดความสามารถในการฉีดน้ำลึกเข้าไปยังพื้นที่ใจกลางอาคาร
นายอมร กล่าวอีกว่า จากการเดินสำรวจโครงสร้างเหล็กในปัจจุบัน พบว่าอยู่ในสภาพบิดเบี้ยว เสียรูปอย่างรุนแรง และไม่สามารถใช้งานหรือฟื้นฟูได้อีกต่อไป จำเป็นต้องดำเนินการ “รื้อถอน” เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การรื้อถอนอาคารแห่งนี้ถือเป็นงานยากและเสี่ยงอันตรายสูง เนื่องจากโครงสร้างมีการเอียงตัว หากรื้อถอนไม่ถูกวิธี อาจส่งผลให้อาคารพังทลายลงมาซ้ำซ้อนได้ จึงต้องมีการกำหนดมาตรการและลำดับขั้นตอนการรื้อถอนชิ้นส่วนโครงสร้างอย่างเคร่งครัดและระมัดระวังเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงหน่วยงานภาครัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต โดยระบุว่า ปัจจุบันยังมีอาคารย่านการค้าในลักษณะนี้อีกหลายแห่ง ซึ่งกฎหมายควบคุมอาคารฉบับเก่า หรือเทศบัญญัติกรุงเทพมหานคร ปี 2544 (ใช้งานมากว่า 20 ปี)
อาจยังไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงของการเก็บสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการสะสมความร้อนสูง จึงเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงและเทศบัญญัติ กทม. ให้ครอบคลุมการควบคุมอาคารพาณิชย์ที่มีการแบ่งล็อกขายสินค้าเสี่ยงไฟไหม้เหล่านั้น
อีกทั้ง ยังขอเรียกร้องให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งนายช่างและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สแกนและตรวจสอบอาคารเก่าในย่านการค้าอย่างจริงจัง
โดยใช้อำนาจตามกฎกระทรวง ปี 2563 ซึ่งระบุว่าหากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบอาคารเก่าที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง หรือสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย สามารถสั่งการให้เจ้าของอาคารดำเนินการแก้ไขปรับปรุงได้ทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและป้องกันความสูญเสียในอนาคต
นายอมร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงผลการสำรวจวิเคราะห์พฤติกรรมโครงสร้างอาคารขอนถมเซ็นเตอร์ที่ถูกเพลิงไหม้หนัก โดยระบุว่า พฤติกรรมของโครงสร้างเหล็กเมื่อถูกไฟไหมโดยไม่มีระบบป้องกันถือเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เนื่องจากเหล็กจะเกิดการขยายตัวเมื่อเจอความร้อน คานเหล็กที่ขยายตัวจะไปดันเสาเหล็ก
ส่งผลให้เสาแอนตัวออก นอตและโบลต์ (Bolt) ที่ยึดจุดต่อต่าง ๆ ขาดออกจากกัน จนแผ่นพื้นและชิ้นส่วนเหล็กล่วงหลุดกระจายลงมาเป็นชิ้นๆ เกิดการพังทลายแบบต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า “การพังทลายแบบโดมิโน” ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
พร้อมย้ำว่า พื้นที่อาคาร สำนักควบคุมอาคารยืนยันพื้นที่ใช้สอยรวมสูงถึง 13,000 ตารางเมตร ซึ่งเข้าเกณฑ์ “อาคารขนาดใหญ่พิเศษ” เกิน 10,000 ตารางเมตร จึงบังคับให้ต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือสปริงเกอร์ ทั้งนี้ โดยปกติแล้วหากอุณหภูมิสูงถึง 68 องศาเซลเซียส หัวสปริงเกอร์จะต้องแตกเพื่อปล่อยน้ำออกมาทันที
จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าความร้อนขณะเกิดเหตุสูงเกิน 500-600 องศาเซลเซียส อย่างแน่นอน เพราะอุณหภูมิระดับนี้ทำให้กำลังของโครงสร้างเหล็กหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่งจนเกิดการบิดเบี้ยวเสียรูป
จึงเกิดคำถามสำคัญว่าระบบสปริงเกอร์ในอาคารได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือมีอุปสรรคใดในระบบฉีดน้ำ และต้องขอตรวจสอบรายงานการตรวจประจำปี รวมถึงการตรวจใหญ่ทุก 5 ปีอย่างละเอียด ทั้งเรื่องแรงดันน้ำ ปั๊มน้ำดับเพลิง และปริมาณน้ำสำรอง
ส่วนกรณีการเตรียมรื้อถอนอาคารเพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในนั้น นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ เตือนว่า สภาพอาคารปัจจุบันอยู่ในภาวะไม่มั่นคงแข็งแรงอย่างยิ่ง เนื่องจากมีโครงสร้างบางส่วนที่พังลงมาค้ำกันไว้ หากมีการตัดชิ้นส่วนเหล็กโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า อาจทำให้ส่วนที่ค้ำอยู่ร่วงถล่มลงมาซ้ำได้
ดังนั้นจำเป็นต้องใช้วิศวกรที่มีความรู้มาจัดทำแผนการรื้อถอนอาคาร (Demolition Plan) ซึ่งคาดว่าใช้เวลาจัดทำแผนไม่เกินครึ่งวัน โดยหลักการรื้อถอนจะต้อง
- รื้อจากบนลงล่าง และรื้อจากภายนอกเข้าสู่ภายใน เพื่อลดน้ำหนักโครงสร้างลงเรื่อยๆ
- ระมัดระวังไม่ให้โครงสร้างล้มฟาดใส่บ้านเรือนประชาชน โดยต้องควบคุมให้ล้มเข้ามาด้านในอาคารเท่านั้น
- รื้อเท่าที่จำเป็น เพื่อเคลียร์พื้นที่และเข้าไปดับความร้อนที่ยังกรุ่นอยู่ภายใน ซึ่งคาดว่ามาจากแบตเตอรี่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงสะสมความร้อนอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามว่า เหตุการณ์นี้เกิดจากความปล่อยปละละเลยของผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคารหรือไม่ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ชี้แจงว่า “ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยดูข้อมูลรอบด้าน ทั้งยุคสมัยของกฎหมายที่ใช้ก่อสร้างอาคาร และผลการพิสูจน์หลักฐาน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ภาครัฐและกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะต้องเร่งตรวจสอบอาคารเก่าที่มีลักษณะเป็นย่านการค้าหนาแน่นเช่นนี้ ซึ่งยังมีอยู่อีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ เพื่อออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยอีก”

