คณะการบัญชี DPU ยกระดับศักยภาพบัญชีมหาบัณฑิตยุคใหม่ ใช้ Gemini Notebook ร่วมกับ COSO ERM 2017 ตรวจจับความเสี่ยงเชิงรุก พร้อมยึดหลัก Human-in-the-loop เสริมความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ
คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการรายวิชา AT524 เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อวิชาชีพบัญชี แก่นักศึกษาหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.อวิรุทธ์ ฉัตรมาลาทอง ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความเสี่ยง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเจ้าของเพจการเรียนรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง “Knack Box” มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อยกระดับทักษะการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการประเมินและบริหารความเสี่ยงองค์กรตามกรอบมาตรฐานสากล พร้อมวางแนวทางนำข้อวิเคราะห์ไปต่อยอดในการจัดทำการศึกษาค้นคว้าอิสระหรือ IS และการทำงานจริง
ในการนี้ ดร.อรัญญา นาคหล่อ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายถึงทิศทางของหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิตว่า มุ่งหวังให้ผู้เรียนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารความเสี่ยง และการประเมินความแตกต่างระหว่างปัญหาจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับความเสี่ยงเชิงรุกที่ต้องสกัดล่วงหน้า โดยสามารถประยุกต์ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการทำหัวข้อการศึกษาค้นคว้าอิสระเพื่อตรวจหาดัชนีชี้วัดความเสี่ยงสำคัญ ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของหน่วยงานจริง
ด้าน ดร.อวิรุทธ์ เริ่มต้นด้วยการบรรยายภาพรวมความเสี่ยงในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ต้องเผชิญภาวะ Polycrisis หรือมรสุมวิกฤตรอบด้าน โดยเฉพาะภัยคุกคามทางไซเบอร์จากการเติบโตของอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันการวิเคราะห์ตัวเลขแบบดั้งเดิมของนักบัญชี อาจเป็นเพียงการมองกระจกหลังที่ไม่เพียงพอต่อการเสนอข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย ซึ่งการนำ AI เข้ามาช่วยสอดส่องข้อมูลจะช่วยยกระดับศักยภาพในการมองเห็นและตรวจจับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เช่น ความผิดปกติของราคาวัตถุดิบ ความสอดคล้องของรายการซื้อขาย หรือการจำลองฉากทัศน์เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร ฯลฯ
นอกจากนี้ ดร.อวิรุทธ์ ได้กล่าวถึงบรรยากาศการเปิดรับเทคโนโลยีในกลุ่มนักบัญชี พร้อมให้มุมมองต่อข้อกังวลเรื่องการทดแทนแรงงานว่า “ในอนาคตเมื่อเรียนจบไปแล้วมีเทคโนโลยี AI เข้ามา หลายคนอาจกังวลว่าจะถูกแย่งงาน แต่แท้จริงแล้ว AI สามารถเป็นเพื่อนร่วมงานที่ช่วยบูรณาการและนำเครื่องมือต่างๆ มาปรับใช้ให้การทำงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น”
ขณะเดียวกัน ในมิติการวางระบบบริหารความเสี่ยง ดร.อวิรุทธ์ ได้อธิบายถึง ความแตกต่างระหว่าง Internal Control ที่เน้นคุมเข้มกำกับดูแลกระบวนการย่อย กับการบริหารความเสี่ยงภาพรวมผ่านกรอบ COSO ERM 2017 ว่า “COSO ไม่ใช่มาตรฐานและไม่มีการตรวจประเมินเหมือนมาตรฐาน ISO แต่ COSO เป็นคู่มือและกรอบแนวทางตั้งเป้าหมายสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร หรือ Enterprise Risk Management เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากทุกองค์กรมีโครงสร้างการทำงาน การบริหารจัดการความเสี่ยงจึงต้องเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการขับเคลื่อนองค์กร”
สำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคปฏิบัติ ดร.อวิรุทธ์ ได้สาธิตการนำ Gemini Notebook มาประมวลผลชุดข้อมูลเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างและการเงิน เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการค้นหาความผิดปกติ โดยผลการวิเคราะห์เจาะลึกพบข้อสังเกตสำคัญถึง 7 ประเด็น เช่น การอนุมัติและตรวจรับเอกสารเท็จเสร็จสิ้นภายในวันเดียว, ความเสี่ยงนอมินีที่มีที่อยู่และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเชื่อมโยงกัน รวมไปถึงการกระจายวงเงินเพื่อใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงถึง 69 รายการ คิดเป็น 39% ของทั้งปี โดยมีลักษณะตั้งวงเงินสัญญาเฉียดเพดานกฎหมาย 500,000 บาท เพื่อซอยงบและหลบเลี่ยงการประกวดราคาแข่งขัน e-Bidding รวมถึงการทดลองนำรายงานสถานะทางการเงินย้อนหลัง 3 ปี ของโรงเรียนนานาชาติเข้าสู่ระบบเพื่อวิเคราะห์ฉากทัศน์ความเสี่ยงทางการเงินโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ เหตุผลสำคัญในการเลือกใช้ Gemini Notebook อยู่ที่เรื่องความปลอดภัย เนื่องจากระบบจะประมวลผลอยู่ภายในระบบจำกัดและไม่เปิดเผยเป็นสาธารณะ นอกจากนี้ยังไม่นำข้อมูลการเงินไปใช้ฝึกฝน AI ต่อ อย่างไรก็ตาม การใช้งานจริงจำเป็นต้องทำความสะอาดชุดข้อมูลผ่านกระบวนการ Clean Data ด้วยการคัดแยกและถอดถอนข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ตามกฎหมาย PDPA ออกก่อนทุกครั้ง ควบคู่กับการยึดหลักการทำงานที่ให้มนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบเสมอ
“การนำผลลัพธ์จาก AI ไปใช้งาน ต้องยึดหลักการ Human-in-the-loop โดยให้มนุษย์เข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจและพิจารณาข้อมูลก่อนนำไปใช้เสมอ หากเชื่อมั่นใน AI ทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบ ผลลัพธ์จากการคาดเดาของระบบอาจเกิดความผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ ซึ่งความรับผิดชอบทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ผู้ใช้งาน เนื่องจากความรับผิดชอบในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอยู่ที่ผู้ใช้ และไม่สามารถโยนความผิดให้ AI ได้โดยตรง” ดร.อวิรุทธ์ ย้ำ
ภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยาย ดร.อวิรุทธ์ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมถึงที่มาของการมาร่วมถ่ายทอดความรู้ในครั้งนี้ว่า เริ่มต้นจากการต่อยอดเนื้อหาด้านการบริหารความเสี่ยงบนเพจ ‘Knack Box’ ซึ่งทางหลักสูตรมหาบัณฑิต DPU เห็นความสำคัญจึงได้ชักชวนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมองว่าทักษะการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนยุคปัจจุบัน เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวก และช่วยให้นักบัญชีดึงข้อมูลเชิงลึกมาประเมินความเสี่ยงได้แบบ Real-time รวดเร็วฉับไวทันท่วงที เพื่อตอบสนองผู้บริหารได้เหนือกว่าองค์กรที่ยังไม่ได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้
พร้อมกันนี้ ยังเล่าถึงบรรยากาศการเรียนรู้ในคลาสสัมมนาด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้เรียนมีความตั้งใจและมีพลังงานที่ดี” หลายคนสามารถทดลองนำระบบ AI มาประมวลผลและดึงข้อมูลไปใช้งานจริงได้ ซึ่งแม้การเรียนระยะสั้นจะช่วยปูพื้นฐานได้ประมาณร้อยละ 60 แต่ขั้นตอนสำคัญหลังจากนี้คือการนำเครื่องมือไปฝึกฝนต่อยอดด้วยตนเองเพื่อสร้างความคุ้นเคย ควบคู่ไปกับการวางแนวทางกำกับดูแล AI Governance ของแต่ละองค์กร เพื่อควบคุมขอบเขตและรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลสูงสุด
กิจกรรมบรรยายดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 4 Quality Education ที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้และทักษะวิชาชีพให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ควบคู่กับ SDG 8 Decent Work and Economic Growth ในการเตรียมความพร้อมนักบัญชีให้สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างคุณค่าให้แก่องค์กร ตลอดจน SDG 9 Industry, Innovation and Infrastructure ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารความเสี่ยง รวมถึง SDG 16 Peace, Justice and Strong Institutions ที่เชื่อมโยงกับการส่งเสริมระบบกำกับดูแล การควบคุมภายใน ความโปร่งใส และการตัดสินใจบนข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการบริหารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ส่วนทิศทางการพัฒนาทักษะในอนาคต ผู้เรียนควรรู้จักทดลองใช้ AI ที่หลากหลายเพื่อดึงจุดเด่นของแต่ละระบบมาปรับใช้ให้เหมาะกับเนื้องาน และเมื่อเชี่ยวชาญขึ้นก็สามารถขยายไปสู่ระดับ Agentic AI ที่พร้อมรับไม้ต่อช่วยคิดปฏิบัติการงานซับซ้อน โดยยังคงยึดหลัก Human-in-the-loop เพื่อให้มนุษย์ทำหน้าที่ตรวจสอบและตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ
“การเปิดใจเรียนรู้ AI ในวันนี้ เปรียบเสมือนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้อินเทอร์เน็ตหรือไฟฟ้าในอดีต ที่เริ่มต้นจากเรื่องแปลกใหม่ แต่สุดท้ายจะกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องใช้ ซึ่งสำหรับใครที่สนใจในเรื่องนี้ สามารถติดตามเพจ Knack Box ผมได้อัปเดตองค์ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และทักษะ AI ต่างๆ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนคนรุ่นใหม่ และคนทำงานให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี” ดร.อวิรุทธ์ ทิ้งท้าย


