ผอ.JIC โต้ CMAC เขมร ปมพระวิหาร ย้ำไทยไม่คิดทำลายมรดกโลก ชี้ต้องดู Full Timeline ใครยิง-จากไหน-เป้าหมายอะไร ยึดหลักฐานของทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) กล่าวหาว่าไทยโจมตีปราสาทพระวิหารและมีเจตนาทำลายมรดกโลกว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และไม่มีเจตนาทำลายปราสาทพระวิหาร
แต่ต้องไม่ละเลยข้อเท็จจริงว่า ไทยมีข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวถูกใช้เพื่อเก็บอาวุธ วางกำลัง และมีการยิงโจมตีมายังฝั่งไทย ส่งผลกระทบต่อทั้งทหารและพลเรือนของไทย
ผอ.JIC กล่าวว่า ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หากสถานที่หรือพื้นที่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร การใช้พื้นที่ดังกล่าวต้องถูกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติของไทยมุ่งต่อภัยคุกคามทางทหารและเป็นการป้องกันตนเอง โดยยึดหลักการแบ่งแยกเป้าหมาย ความจำเป็นทางทหาร และความได้สัดส่วน ไม่ได้มุ่งโจมตีมรดกทางวัฒนธรรม
“ดังนั้น อย่าพิจารณาเฉพาะความเสียหายหลังเหตุการณ์ ต้องดู Full Timeline ว่าใครยิง จากที่ใด เป้าหมายคืออะไร และเกิดอะไรขึ้นกับทหารและพลเรือนไทย ไทยพร้อมนำข้อเท็จจริงและหลักฐานเข้าสู่การตรวจสอบอย่างเป็นกลาง ด้วยมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย” ผอ.JIC กล่าว
เมื่อถามถึงตัวเลข 501 เป้าหมาย และความเสียหายกว่า 560 จุด ผอ.JIC กล่าวว่า ตัวเลขความเสียหายต้องได้รับการตรวจสอบ แต่ความเสียหายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์เจตนาได้ จำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของการยิง ลำดับเหตุการณ์ การใช้พื้นที่ทางทหาร และเป้าหมายของการปฏิบัติทั้งหมด
ส่วนรายงานขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และสภาระหว่างประเทศด้านอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (ICOMOS) จะถือเป็นหลักฐานว่าไทยเป็นฝ่ายผิดหรือไม่นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องแยกการประเมินความเสียหายออกจากการวินิจฉัยความรับผิดทางกฎหมาย การพบความเสียหายเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณา แต่การระบุว่าใครรับผิดหรือมีเจตนาอย่างไร ต้องอาศัยหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสม
ผอ.JIC กล่าวย้ำว่า มรดกโลกต้องได้รับการคุ้มครอง และต้องไม่ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร หากมีการเก็บอาวุธ วางกำลัง หรือยิงโจมตีทหารและพลเรือนไทยจากพื้นที่ดังกล่าว ไทยมีสิทธิป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เราขอให้ตรวจสอบ Full Timeline และหลักฐานของทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยต้องการสื่อสารคือ การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม การไม่ใช้พื้นที่มรดกโลกเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร การป้องกันตนเอง การคุ้มครองพลเรือน การตรวจสอบเหตุการณ์ตามลำดับเวลาทั้งหมด (Full Timeline) และการตรวจสอบโดยอิสระ (Independent Verification) เพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นกลาง