แป้ง อรจิรา เปิดใจภาวะเครียดสะสม จนร้องไห้ระเบิดกลางไลฟ์ ต้องจูงมือสามีพบจิตแพทย์ แพลนย้าย น้องเลอา ลูกสาวไปอยู่สิงคโปร์
เปิดใจ แป้ง อรจิรา ที่ภาวะความเครียดสะสม จนเจ้าตัวบ่อน้ำตาแตกกลางไลฟ์สด ถึงขั้นต้องพบติตแพทย์ พร้อมจูงมือลูกสาวตัวน้อย น้องเลอา มาอัพเดตพัฒนาการความน่ารัก อีกทั้งยังเล่าเหตุการณ์ที่ลูกสาวทำคุณแม่เสียน้ำตา พร้อมเคลียร์ประเด็นเตรียมย้ายครอบครัวไปอยู่สิงคโปร์จริงไหม ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องวัน31 ที่มี เบนซ์ พรชิตา และดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ช่วง 4 ขวบ เลอามีความเป็นตัวของตัวเองยังไงบ้าง? “ชุดนี้เขาก็เลือกเองนะคะ ในใจคือแม่ใส่ขนาดนี้ ลูกเลือกให้แมชต์กับแม่หน่อยได้ไหม บอกให้ไปเปลี่ยนก็ไม่เอา รองเท้าก็เลือกเอง”
เริ่มไม่ชอบถ่ายรูปถ่ายคลิปแล้ว? “ใช่ ถ้าเราอยากถ่ายรูปเขาหรือถ่ายคลิปเขา เขาจะไม่ให้ถ่าย ก็มีเพื่อนหลายๆ คนเหมือนกันบอกว่าไม่จับน้องถ่ายคลิปทำนู่นทำนี่ เราแบบ..แม่ไม่อยากเครียด”
เขาเหมือนคุณพ่อหรือคุณแม่? “ถ้าเอาหน้าตาน่าจะผสมๆ แต่ถ้านิสัยน่าจะเหมือนแม่มากกว่า”
น้องเลอาไม่ยอมทานผลไม้เลยตั้งแต่เด็ก? “ตอนนี้ก็ยังไม่ทาน แต่เขาทานผัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรตั้งแต่เขาจำความได้ก็คือไม่กินเลย ตอนเด็กๆ เราบดให้เขาทานบ้าง แต่พอเขารู้เรื่องไม่เลย ให้ลองชิมคือไม่ชิม”
จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตคุณค่าทางสารอาหารไหม? “ไปถามคุณหมอเหมือนกันว่าน้องไม่ทานผลไม้เป็นไรหรือเปล่า คุณหมอบอกว่าถ้าทานผักได้ ไม่ทานผลไม้ก็ยังโอเคอยู่”
มีคนติดต่องานในวงการไหม? “ต่อให้มีก็ไม่กล้ารับ ดูท่าทาง ก็จะมีรีวิวประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นงานอย่างอื่นน่าจะให้โตกว่านี้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่ชอบ”
ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ที่พี่แป้งร้องไห้กลางไลฟ์?
“ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพาลูกไปเที่ยว แล้วคุณพ่องานเยอะมาก เรารู้สึกว่าอยากพาลูกไปขึ้นเรือดิสนีย์ ไปกับเพื่อนและมีเพื่อนลูกไป เราเลยตัดสินใจพาไปคนเดียว ไม่มีพี่เลี้ยง ประจวบกับช่วงนั้นเขาก็งอแงด้วย แล้วพอลงจากเรือก็มีหลายๆ สิ่ง งานของสามีที่ต้องไปต้องทำและธุระอื่นๆ ที่ต้องทำอีก แล้วเราก็แบบมันยาวเนาะ อยู่ 2 อาทิตย์ มันก็เครียดสะสม
จริงๆ ต้องอยู่สิงคโปร์นานกว่านั้น แต่ว่าเราขอกลับมาก่อน พอเรากลับมาได้มีเวลาหายใจ ตอนนั้นก็ไม่มีอะไร เราก็ไลฟ์ปกติขายของ แล้วมันอาจจะมีบางคอมเมนต์ เป็นยังไง ทำไมดูเหนื่อย เราด้วยความที่พยายามเก็บๆ อยู่แล้ว เหมือนมันไม่ได้พูด และเราก็ไม่รู้ตัวด้วย เพราะตอนอยู่ตรงนั้นทำยังไงให้บรรยากาศในบ้านมันดีที่สุด พยายามยิ้มแย้มโดยที่เราก็เครียด แต่เราไม่รู้ตัวว่าเครียดพอมีคนมาถามแล้วมันแบบระเบิด”

เหมือนคอมเมนต์มันมาจี้จุด?
“ใช่ เหมือนเราไม่ได้พูด แล้วเราไม่ได้มาดูตัวเองว่าฉันเป็นอะไรหรือเปล่า พอมีคนถาม ฉันเป็น แล้วเหมือนเราหยุดไม่ได้ ร้องไห้ หื้อเป็นอะไร ทำไมมันหยุดไม่ได้ ร้องไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่อาจจะดูเหมือนร้องเยอะมั้งเลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา แต่ว่าปกติเวลาร้องเสร็จมันก็จะหาย แต่อันนี้ไม่หาย ปกติออกกำลังกายเสร็จก็ควรจะรู้สึกดี แฮปปี้ อันนี้เริ่มรู้สึกทำไมฉันออกกำลังกายแล้วสั่นไหว ลมพัดแล้วอยากจะร้องไห้ เลยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่ปกติแล้ว”
มันเครียดสะสม?
“มันเครียดสะสม แล้วลึกๆ เราอาจจะเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์เบาๆ พอมันไม่ได้ดั่งใจไม่เป็นอย่างที่หวัง อยากให้ลูกแฮปปี้ อยากให้ลูกยิ้มแย้ม อยากให้ลูกไม่ดื้อ อยากให้สามีเข้าใจ อยากทำนู้นอยากทำนี่ แล้วมันไม่ได้ เอ๊ะทำไมแค่นี้มันไม่ได้ มันจะเหมือนเก็บ เราเลยตัดสินใจไปหาจิตแพทย์ เพราะเรารู้สึกว่าไม่ปกติ คุณหมอก็แนะนำให้กินยา แต่ตอนนั้นเราแข่ง HYROX เราก็กลัวว่าถ้าเรากินยา เดี๋ยวไม่มีแรงวิ่ง ก็เลยไม่กิน พยายามนอนให้พอ ไปนวดกดจุดบำบัด ลองหลายๆ ทางแล้วมันรู้สึกว่าเราดีขึ้น เราเลยไม่กินยา หลังจากนั้นเราไปหาหลายคนมากนะ นักจิตบำบัดก็ไป ซึ่งเขาจะแตกต่างกับจิตแพทย์ตรงที่เขาไม่จ่ายยา แต่เขาฟังแล้วบอกว่าเราเป็นอะไร”
จากที่ฟังนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน? “ใช่”
ได้ไปตรวจไหม? “เขาบอกว่าเรามีภาวะวิตกกังวล แต่ยังไม่ถึงขั้นกับเป็นโรค เพราะฉะนั้นเขาจ่ายยามาให้เราเพื่อที่เอาไปกิน คือถ้าเราดีลกับตัวเองไม่ได้ระยะยาวจะเป็นแหละ แต่ถ้าตอนนี้ถ้าเรายังพอแก้ได้อยู่มันก็ดีกับเรา ซึ่งเราก็เลือกจะไม่กิน เราไม่อยากกินไปเรื่อยๆ”
เวลาคุณเป็น คนที่อยู่ข้างๆ ก็สำคัญ? “ใช่”
สามีเข้าใจเราไหม? “เขาไม่เข้าใจหรอกว่าเราเป็นอะไร แต่ว่าเขาให้พื้นที่ แล้วเราบอกเขาหนึ่งในภาวะความเครียดของเรามาจากเขา”
เห็นว่าตอนที่พี่แป้งเจอสภาวะความเครียด ก็พาคุณสามีไปพบคุณหมอด้วย ไปทั้งคู่เลย?
“พอเราไปคุยกับจิตแพทย์และนักจิตบำบัดหลายๆ คน เขาก็จะแยกเรามีพาร์ทความเป็นภรรยา ความเป็นแม่ แต่ว่าความเครียดของเราก็มาจากทางสามี อาจจะลูกด้วย พอเราคุยไปเยอะๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่า จริงๆ ถ้าคนข้างๆ เข้าใจเรามันจะช่วยได้เยอะมาก บางทีเราเครียดเขาไม่เข้าใจ เขายังงงอยู่เลย ยูเป็นอะไร ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าปัญหาของเราคืออะไร แต่สามีเราไม่รู้ ถ้าอย่างนั้นเราไปเจอด้วยกันไหม อย่างน้อยฟังจากมุมมองคนอื่น เขาจะได้เข้าใจว่ามันคืออะไร บางทีเราพูดเขาเห็นว่ามันไม่สำคัญ หรือเรื่องใหญ่ของเรามันคือเรื่องเล็กของเขา เหมือนมันมองคนละมุม เราเลยให้คนกลางเข้ามา”
แสดงว่าเขาก็ไปด้วย? “เขาไป เพราะภรรยาแลดูไม่ไหว”
พอกลับมาเขาเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เขาเข้าใจเรามากขึ้นไหม?
“เหมือนทำให้เขาเข้าใจตัวเขาเองด้วย เหมือนวิธีการคุยกัน 2 คน เขาคุยวิธีนี้ เราคุยภาษานี้ พอคุยกันแล้วทำไมมันไม่เข้าใจกัน คือเราก็เข้าใจเขาด้วยว่าพื้นเพเขามาแบบนี้ เราพื้นเพมาแบบนี้ เรามองความสำคัญคนละจุดกัน ยังไงมันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง จริงๆ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนเติม เติมสามี เติมลูก เติมอยู่คนเดียว แล้วเราหมด บางทีเราก็ต้องการให้สามีเติมให้เราบ้าง อย่างภาวะที่เราออกมาร้องไห้ เรารู้สึกว่าเราหมดจนเราไม่มีอะไรจะให้สามี ให้ลูก หมดพลัง”

ถ้าเขาเติมให้เราเป็นเติมตังค์ได้ไหม? “ได้เลย เติมเป็นกระเป๋าได้แฮปปี้ ไม่ต้องทำอะไรมาก โอนตังค์ จบ”
หลังจากที่พาคุณสามีไปเจอหมอ พี่แป้งขอมีช่วงเวลาที่เราแยกไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว 4-5 วัน?
“จริงๆ ไม่เชิงแยกไปหรอก แต่มันมีธุระให้ต้องไปต่างประเทศพอดี 4-5 วัน ก็ไปคนเดียว ตอนนั้นเหมือนทำบุญมาดี มันอยู่ในจังหวะที่เราไม่ไหวแล้วจริงๆ แล้วฉันต้องไปพอดี เราขึ้นเครื่องด้วยความรู้สึกแฮปปี้มาก รู้สึกฉันได้พัก ฉันได้เบรก พอไปเสร็จปุ๊บก็ไปออกกำลังกาย กินข้าว เจอเพื่อน ช้อปปิ้ง แล้วเราก็รู้สึกสิ่งที่เราขาดหาย คือความสุขของตัวเอง
เหมือนเราลืมว่าความสุขของเราคืออะไร เรามัวแต่ให้สามี จนจำได้ว่าก่อนมีภาวะ วันนึง 24 ชม. เราขอไปกินชาเขียวแก้วนึง แล้วมันไม่ได้ เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย ฉันไปกินข้าวกับคุณ ไปกินข้าวกับเพื่อน ไปคุยงาน ได้เลย แต่ขอกินชาเขียวแก้วเดียวแล้วมันไม่ได้ เรารู้สึกว่าแค่ฉันอยากกินชาเขียวแก้วเดียว ฉันยังไม่ได้เลย แล้วเหมือนพอเราได้ไปคนเดียว 3-4 วัน ฉันอยากกินชาเขียวฉันก็ได้ไป ฉันอยากไปออกกำลังกาย ฉันก็ได้ไป ฉันอยากทำอะไรได้ทำหมด เหมือนมันได้ออกไปชาร์จพลัง”
มันได้กลับมาเป็นตัวเองจริงๆ? “ใช่”
ช่วงนั้นต้องบอกว่าบทบาทภรรยากับคุณแม่มันสำคัญจนบางทีเราลืมตัวเอง? “ใช่”
สุดท้ายคำตอบที่ได้หลังจากนี้เราควรต้องทำยังไง?
“อันนี้เป็นคำตอบที่นักจิตบำบัดเขาบอก ถ้าตัวเราเองยังไม่เต็ม เราจะไปมอบให้เขายังไง ถ้าเราไม่มีความสุข เราหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ความสุขของแป้งคืออะไร ตอนนั้นที่เขาถาม แป้งลืมจริงๆ ก็คือการได้อยู่กับลูกก็คือความสุขแล้ว แล้วนักจิตบำบัดเขาก็ถามว่าที่ไม่เกี่ยวกับลูกเลย มันคืออะไร เราก็คิดในใจ จริงๆ แค่เราได้ฟังเพลง ได้แช่น้ำร้อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ได้เดินคนเดียว ได้กินสิ่งที่ชอบ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
วันนั้นกลับบ้านมาเปิดน้ำร้อน แช่น้ำ เปิดเพลงฟัง แล้ววันนั้นลูกขอไปเล่นบ้านเพื่อนพอดี เราแบบมีความสุขจังเลย แล้วพอกลับมา เลอาเป็นยังไงบ้าง หนูไปเล่นกับเพื่อนมาเป็นยังไงบ้าง แต่ตอนไหนที่เราเป็นเราก็ไม่มีพลัง แล้วเราอยากจะพยายามเติม คือมันฝืน มันไม่ได้ เหมือนซากหมูที่เหี่ยว เป็นฟีลประมาณอย่างนั้น”

ตอนนี้เป็นยังไง สภาพจิตใจ ความรู้สึกมันดีขึ้น 100% ไหม?
“ดีขึ้น อาจจะยังไม่ร้อย คงจะเป็น 70-80 แต่ละภาวะมันไม่ได้แก้ไขภายในข้ามคืน ต่อให้สามีไปพบนักจิตบำบัดใดๆ กับเรา แต่ท้ายที่สุดมันไม่สามารถเปลี่ยนคนคนนึงภายในวันเดียว ทุกวันนี้เห็นก็ยังมีเหม็น ก็ยังมีไม่ชอบ ก็ยังมีอีกแล้ว ก็ยังมีอยู่ แต่ว่าอย่างน้อยเรามีวิธีแก้ไข เรามีทางออก สามีเขาก็น่ารัก เขาเป็นคริสต์เขาพาไปโบสถ์ ที่โบสถ์ก็จะมีเป็นคอร์ทคนแต่งงาน เราก็ทำทุกอย่างให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เราเลยรู้สึกว่ามันมีทางออก”
กลัวว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม?
“มันกลับไปอยู่แล้ว เดี๋ยวยังไงมันก็ต้องมีอีก ไม่ใช่วันนี้ฉันแข็งแรงแล้ว มันจะไม่เกิดขึ้น ชีวิตคู่มันไม่ได้เหมือนแฟนกัน คบกัน 1-2 ปี แต่มันยังอยู่ไปอีก 10-20 ปี เดี๋ยวมันก็มีอีก แต่ว่าวันนั้นเราอาจจะต้องหันมาถามตัวเองว่าวันนั้นเราจะแก้ปัญหายังไงอีกทีนึง”
จะย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ที่สิงคโปร์?
“จริงๆ เป็นแพลนที่คุณพ่อเขาอยาก เขาอยากให้ลูกเขารู้ว่าเป็นสิงคโปร์ จริงๆ ไม่ต้องอยาก เขารู้อยู่แล้ว เขาอยากให้หมือนไปเรียนรู้วัฒนธรรม ไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าว่าจริงๆ เขามีความเป็นสิงคโปร์อยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นแค่คนไทย ก็เลยอยากจะย้ายไปตอน 6 ขวบ”
แล้วได้ลองไปอยู่ที่นั่นบ้างหรือยัง? “ได้ เวลาปิดเทอมนี่แหละ”
ไปอยู่สิงคโปร์แล้วเป็นยังไง?
“เลอาเขาเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว แพ้ขนสัตว์ แพ้นู่นนี่ แต่ว่าไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้น แต่ว่าล่าสุดที่ไปสิงคโปร์ รอบที่แล้วอยู่นาน 2 อาทิตย์ เลอาอยู่ดีๆ ก็ผื่นขึ้น ตาบวมจนต้องเข้าฉุกเฉิน แล้วหายใจไม่ออก เราก็พาเขาไปหาหมอ แล้วเราสังเกตทุกครั้งที่เขาไปสิงคโปร์ เขาจะแพ้แต่ไม่ได้หนักเท่าครั้งที่แล้ว เราถามหมอว่าแพ้อะไร คือแพ้อากาศเปลี่ยน โดยที่เราไม่มีคำตอบว่ามันคืออะไร เราก็กลัวว่าถ้าเลอาย้ายไปจริงๆ กลัวว่าจะแพ้อะไร ก็เลยคุยกับสามีว่าถ้าเรายังไม่รู้ว่าเขาแพ้อะไร เราอย่าเพิ่งไปไหม”

เห็นบอกว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้พี่แป้งเสียน้ำตาจากลูกสาว?
“ดิสนีย์แลนด์น่าจะมีอาถรรพ์ ทุกครั้งที่ไปดิสนีย์แลนด์เสียน้ำตาตลอด ตอนเด็กๆ ไม่เคยไปดิสนีย์แลนด์เลย พ่อแม่ไม่เคยพาไป เราเลยมีความรู้สึกว่าอยากจะพาลูกไป แล้วสามีติดงาน เราเลยคิดว่าเดี๋ยวเราพาไปเองคนเดียว ตอนนั้นเขาน่าจะประมาณเกือบ 3 ขวบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากในแต่ละกิจกรรม แล้วเราอยากให้เขาได้ทำทุกอย่าง แล้วก็ทั้งอุ้ม ทั้งวิ่ง ขี่คออยากให้เห็น เหมือนเขาเองก็คงเหนื่อย นางก็โวยวาย งอแง อะไรที่ไม่น่ารักทำหมด พาไปดูของเล่น บอกเขาว่าถ้าอยากได้ก็ต้องมาขอโทษหม่ามี้ เขาบอกไม่ ไม่ขอโทษ ไม่เอา สรุปไม่ได้ซื้อ เราก็เสียใจ แต่จะเสียใจทำไม เขาเด็ก ตอนนั้นด้วยความเหนื่อย ทุ่มเท ปกติดิสนีย์แลนด์เราไม่ได้อยากไป แต่ที่ไปเพราะเขาเลย ก็เลยน้ำตาซึม ร้องไห้ นี่ก็ไม่รู้เรื่อง”
มีอะไรอยากจะบอกลูกสาว? “รัก ไม่รู้จะรักยังไงแล้ว บอกเขาเลอารู้ไหม หม่ามี้รักเลอามากกว่ารักตัวเองอีก รักมาก”.