หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

ประกาศ กฎ ก.ตร.ใหม่ จัดระเบียบตำรวจ ประจำ-สำรองราชการ มีผลบังคับใช้วันนี้

24 ก.ย. 2569 - 16:03 น.

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศระเบียบใหม่ ก.ตร. จัดระเบียบตำรวจ กำหนด 9 เหตุไปประจำ 3 เหตุสำรองราชการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

วันที่ 24 ก.ย.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำรองราชการในส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2569 โดยประกาศเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา

ระเบียบฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)

มีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้ชัดเจนว่า กรณีใดสั่งข้าราชการตำรวจไป “ประจำ” และกรณีใดสั่งให้ “สำรองราชการ” รวมถึงกำหนดขั้นตอนการพิจารณา และแนวทางการแต่งตั้งกลับเมื่อหมดเหตุแห่งการประจำหรือสำรองราชการ

ตามกฎ ก.ตร. การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิม เนื่องจากผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ ดำเนินการได้ใน 9 กรณี ได้แก่

1.ใกล้ครบเกษียณอายุราชการ โดยมีเวลารับราชการก่อนครบเกษียณไม่เกิน 6 เดือน และได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.

2.ไปปฏิบัติราชการหรือเตรียมการก่อนไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศ ตามภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

3.ไปศึกษา หรือฝึกอบรมเป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี

4.ได้รับอนุญาตให้ลาติดตามคู่สมรส ซึ่งไปปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ ตามระเบียบว่าด้วยการลา

5.ได้รับอนุญาตให้ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ตามระเบียบว่าด้วยการลา

6.มีการยุบเลิกส่วนราชการหรือยุบเลิกตำแหน่ง และยังไม่สามารถแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นได้

7.กรณีต้องรับตำรวจกลับเข้ารับราชการ หลังมีการดำเนินการทางวินัยแล้วผลปรากฏว่าไม่ได้กระทำความผิด หรือกระทำผิดแต่ไม่ถึงขั้นถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีเหตุอื่นที่ต้องออกจากราชการ แต่ไม่มีตำแหน่งระดับเดิมว่างสำหรับรองรับการแต่งตั้ง

8.กรณีศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา ว่าการกระทำไม่เป็นความผิดหรือไม่ได้กระทำความผิด และผู้บังคับบัญชาทบทวนการดำเนินการทางวินัยแล้วมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการ แต่ไม่มีตำแหน่งระดับเดิมว่าง

9.มีเหตุผลและความจำเป็นอื่น โดยต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.
ทั้งนี้ กรณีที่กฎกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. ย่อมเป็นเงื่อนไขที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนก่อนมีคำสั่งตามกรณีนั้น

การสั่งให้ข้าราชการตำรวจ สำรองราชการ ในส่วนราชการใดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิม กำหนดไว้ 3 กรณีหลัก

1.ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา
เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ แต่ยังไม่ถึงขั้นถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามกฎหมาย

2.อยู่ระหว่างการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน

3.ประพฤติตนไม่สมควร โดยไม่เคร่งครัดในการปฏิบัติราชการตามระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ หรือนโยบายสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด จนส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายในหน้าที่ของตำรวจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

สำหรับข้าราชการตำรวจที่เข้าข่ายกรณีตามข้อ 4 (3) คือ มีพฤติการณ์ไม่เคร่งครัดต่อระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ หรือนโยบายสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กฎกำหนดให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 91 ดำเนินการ พิจารณาพฤติการณ์และหลักฐานในเบื้องต้นภายใน 15 วัน

หากผลการพิจารณารับฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ดังกล่าว และมีกรณีที่ต้องดำเนินการทางวินัย ให้สั่งสำรองราชการข้าราชการตำรวจผู้นั้น

เมื่อมีคำสั่งสำรองราชการแล้ว ให้กันตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งในระดับเดียวกับตำแหน่งเดิมของผู้ถูกสั่งสำรองราชการไว้เป็นเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่คำสั่งสำรองราชการมีผลใช้บังคับ
หากผู้ที่ถูกสั่งสำรองราชการยังไม่หมดเหตุสำรองราชการ ให้พิจารณาแต่งตั้งบุคคลอื่นไปดำรงตำแหน่งที่กันไว้ได้

วิธีดำเนินการระหว่างที่ข้าราชการตำรวจถูกสั่งสำรองราชการ รวมถึงเงื่อนไขในการพิจารณาแต่งตั้งภายหลังหมดเหตุสำรองราชการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด โดยต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.

การสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำหรือสำรองราชการ โดยขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิม ให้สั่งไปประจำหรือสำรองราชการได้ในส่วนราชการที่มีอัตราประจำหรืออัตราสำรองราชการตามที่ ก.ตร. กำหนด

ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังมีอำนาจตัดโอนอัตราประจำหรืออัตราสำรองราชการจากส่วนราชการหนึ่งไปเพิ่มให้อีกส่วนราชการหนึ่งได้ ตั้งแต่ระดับกองบังคับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป

การสั่งให้ข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ หรือ ตำแหน่งเทียบเท่า หากถูกสั่งให้ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการ ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ประจำหรือสำรองราชการ

กรณีตำรวจตั้งแต่ระดับ ผู้บังคับการหรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป นอกจากตำแหน่งที่ระบุข้างต้น เมื่อถูกสั่งประจำหรือสำรองราชการ จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ

เพื่อประโยชน์ในการคัดเลือกแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน การรักษาวินัย การออกจากราชการ และสิทธิประโยชน์อื่นของข้าราชการตำรวจที่ถูกสั่งประจำหรือสำรองราชการ ให้ถือเสมือนว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้น ยังดำรงตำแหน่งในระดับเดิม

กรณีที่หมดความจำเป็นในการให้ประจำ หรือหมดเหตุในการให้สำรองราชการ และได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแล้ว ผู้มีอำนาจตามกฎหมายต้องดำเนินการแต่งตั้งในโอกาสแรกที่มีตำแหน่งว่างและเหมาะสม

กรณีถูกสั่งประจำ ให้แต่งตั้งกลับไปดำรงตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม
กรณีถูกสั่งสำรองราชการ ให้แต่งตั้งกลับไปดำรงตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งที่เทียบเท่าตำแหน่งเดิม แต่ถ้าจะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าตำแหน่งเดิม จะต้องเสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาอนุมัติเป็นรายๆไป

ทั้งนี้ กฎ ก.ตร.ฉบับใหม่มีผล 24 ก.ย.2569 เป็นต้นไป

อ้างอิง : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/132041.pdf


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

ประกาศ กฎ ก.ตร.ใหม่ จัดระเบียบตำรวจ ประจำ-สำรองราชการ มีผลบังคับใช้วันนี้