แอน ทองประสม รับทำซีรีส์วายครั้งแรกมีเขิน! ไม่ยึดสูตรวาย ขอแค่เล่นแล้วคนดูรู้สึก เปิดใจน้ำท่วมครั้งแรก ฝนตกหนักจนต้องปรับตัว

ถือฤกษ์ดีจัดพิธีบวงสรวงซีรีส์ “Decoding You โคตรรัก” ณ อาคารมาลีนนท์ ทาวเวอร์ สำหรับผู้จัดคนเก่ง แอน ทองประสม ที่ครั้งนี้เปิดประสบการณ์ใหม่กับการทำซีรีส์วายเรื่องแรกของบริษัท โดยมีคู่เคมีใหม่ “ทาฆิ กวิน – เฟรนด์ พีระกฤตย์” พร้อมด้วย สิงโต สกลรัฐ, เฟริสท์ ภาราดา, โอม คณิน, เปิ้ล ภารดี, เพ้นท์ กฤตถานต์ และ แคนดี้ สุภาภัสสร์ ร่วมงาน

หลังจบพิธี แอน เปิดใจถึงการก้าวมาทำซีรีส์วาย ยอมรับว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้วิธีการแสดงของนักแสดงเจเนอเรชั่นใหม่ พร้อมเผยว่าเจ้าตัวดูผลงานแล้วถึงกับเขิน แต่หลักการทำงานของเธอไม่ได้ยึดติดกับสูตรของซีรีส์วาย เพราะมองว่า “ความรักเป็นเรื่องสากล” ขอเพียงนักแสดงถ่ายทอดออกมาแล้วทำให้คนดูรู้สึกก็เพียงพอ

โปรเจกต์ซีรีส์วายเรื่องแรก? “ตื่นเต้น ขอบคุณช่อง 3 ที่ให้โอกาสแอนได้ลองอะไรใหม่ๆ แล้วก็เป็นการเปิดประสบการณ์ให้บริษัทของแอนด้วย แล้วแอนก็ได้เห็นวิธีและพลังงานการเล่นของเด็กเจนใหม่ๆ แอนได้ความรู้มากๆ มันเป็นรายละเอียดของการแสดงที่อธิบายยาก ทำให้รู้เลยว่าความรู้สึกมันไม่มีอะไรตายตัว คนหนึ่งถ้ารู้สึกแบบนี้อาจจะไม่ได้แสดงออกแบบนี้ก็ได้ อาจจะเลือกแสดงออกอีกอย่างหนึ่ง

เพราะฉะนั้นเราจะต้องยอมรับในมิติใหม่ๆ หรือการดีไซน์ใหม่ๆ ของน้องๆ อย่างการเล่นละครในยุคแอนมันก็จะมีคัมภีร์ของมัน มันจะมีจังหวะแบบนี้ว่าถ้าคุณเล่นแบบนี้ถือว่าสุด แต่สำหรับละครทางนี้มันจะเป็นอะไรที่ดูแบบมินิมอล ไปจัดการกับความรู้สึกของคนดูกันเอาเอง ตัวละครมันแค่นำความรู้สึกแต่มันไม่ได้มีแอ๊กชั่นอะไรจัดจ้าน ซึ่งก็ใหม่

จริงๆ แอนก็ไม่ได้มีเทคนิคอะไรเยอะแยะ แค่ดูแล้วรู้สึกไหม ถ้าดูแล้วเรารู้สึกเหมือนก็จบ ไม่ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน จะเป็นโมเมนต์อะไรก็แล้วแต่ ขอให้คุณเล่นออกมาแล้วคนดูรู้สึก ไม่ต้องมีว่าอันนี้คือสไตล์ของละครวายต้องเล่นแบบนี้ เราไม่ได้คิดแบบนั้น อย่างที่บอกว่าความรู้สึกมันสากล ความรักมันสากล ทุกเพศทุกวัยรักก็คือรัก ถ้ามันออนแล้วคนดูรู้สึกได้ว่ารัก อย่างแม่พี่ก็ดูนะ แล้วแม่พี่เชื่อว่ารัก อ่ะพี่ก็เชื่ออย่างนั้นมากกว่า”

ในฐานะผู้จัดเราดูเองเราฟินไหม? “แอนดูแล้วเขิน อาจจะรู้สึกว่าฮู้…ความวายๆ เขาเรารู้สึกว่าเขาก็จะมีรสชาติของเขาที่เราอาจจะตกใจนิดนึง แต่เขาก็มองกันว่ามันชิลมาก ค่อยๆ ปรับจูนกัน คือในทางของผู้กำกับผู้เขียนบทเขาอาจจะวางโครงสร้างมาแล้ว แต่แอนเป็นฟีลของคนที่ใช้ความเป็นนักแสดงนำแล้วก็ใช้เซ้นส์ของตัวเองจัดการในการดูมากกว่า ฉะนั้นโครงเหล่านั้นมันถูกครอบมาเรียบร้อยแล้วจากต้นน้ำ พอมาถึงตรงกลางของแอนต้องดูให้รู้สึก เราใช้ความรู้สึกจริงๆ แค่นั้นเลย ไม่ต้องพยายามจะไปโหนหรือดีไซน์อะไรให้มันเยอะแยะ”

ในฐานะผู้จัด ฉากห้องน้ำมันคือยังไง? “มันจริง มันสวย เราปั้นกันมาก เรามองเป็นความรักที่งดงาม ต้องดูบริบทของฉากของเรื่องและจะเข้าใจว่ามันมีตรงนี้ขึ้นมาทำไม ระหว่างทางที่คนจะได้ดูจะได้เห็นอะไรแบบนี้ตลอด มันจะมีอะไรที่งดงามในการเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ”

คาดหวังและกดดันกับเรื่องนี้ยังไง? “ไม่นะ ตอนที่แอนสาวๆ เป็นวัยรุ่นกดดันมากกว่านี้ แอนรู้สึกว่าแอนชิลขึ้นเยอะ การที่แอนตั้งใจ คือถ้าคนดูรับแอนแฮปปี้อยู่แล้ว แต่ถ้าคนดูไม่รับ แอนก็แค่เรียนรู้แล้วก็ปรับไป เพราะทำงานด้วยความกดดันมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตอนนี้เราปล่อยวางให้คนดูว่ารู้สึกยังไงแบบนี้มากกว่า”

เคมีคู่นี้เรามองยังไง? “แอนชอบนะ เขาเปิดเผยดี อย่างทาฆิเขามาแบบเบบี๋ การแสดงเขาไม่ได้มีสูตรอะไร มาด้วยใจล้วนๆ เขาจะบริสุทธิ์มากๆ เพราะฉะนั้นแอนก็จะจับไม่ได้ว่าเขาจะมีรีแอ๊กยังไง สำหรับเฟรนด์เป็นตัวดันที่ดีที่ทำให้ทาฆิรู้สึกสบายใจลื่นไปกับเขา นักแสดงมันก็จะต้องมีคนตีคนหนึ่งรับ จึงจะเรียกว่าพาร์ตเนอร์เคมีที่ตรงกัน และเขาโชคดีมากที่เขาเจอกัน”

เราล่ะจะมีโอกาสได้เล่น Girl Love ไหม? “เล่นกับใคร อั้ม(พัชราภา)เหรอ แล้วใครเป็นเมะ ใครเป็นเคะอะไรยังไง อย่าเลยจะไหวเหรอ จริงๆ ถ้ามันมีต้นเรื่องชีวิตคนนี้ตัวละครคนนี้เกิดขึ้นมายังไง เราไม่ติดนะ จะเป็นหญิงๆ ชายๆ ไปได้หมด แต่ไม่แน่ใจว่าคนจะอยากดูใช่ไหม ถ้ามีก็สนใจ ถ้าเล่นกับอั้มเดี๋ยวจะใส่ให้ยับเลย ตอนนี้อั้มวิดน้ำที่บ้านก่อน

ส่วนบ้านแอน ตอนที่น้ำท่วมแอนอยู่ที่เบอร์ลินไปวิ่งมาราธอนอยู่ ดูแต่วงจรปิดตลอด แล้วก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าขึ้นมากกว่านี้นะ แต่เราก็เป็นผู้เข้ารอบทุกครั้ง ย่านนั้นเลย คือตัวบ้านไม่มีอะไร แต่ว่ารอบนอกมากกว่า ใช้เรือบ้าง ใช้รถขนทรายบ้างก็ช่วยกัน เพื่อนบ้านดีก็เลยช่วยได้”

เราเคยมีประสบการณ์ใหญ่ไหม พอเกิดขึ้นก็เลยระวังตัว? “จริงๆ ประสบการณ์ใหญ่ตอนปี 54 บ้านแอนไม่ท่วมเลย แอนไม่เคยมีประสบการณ์ นี่เป็นครั้งแรกที่น้ำท่วม เป็นอะไรที่แอบตกใจและไม่คาดคิด แอนก็ต้องมาปรับจูนชีวิตใหม่เหมือนกัน ว่าหลังจากนี้เราจะต้องป้องกันยังไง แอนเชื่อว่าเดี๋ยวเราต้องโดนอีกแน่ๆ”

อย่างเมื่อวานลูกเห็บ ตกใจไหม? “มาลาดพร้าว คือมันเป็นไปได้หมด เราต้องอยู่แบบปรับตัวแล้ว ยืดหยุ่น ใจเย็น มันทำอะไรไม่ได้ บางทีหันไป บางคนรถที่ทำมาหากินอยู่ รถขายผักจมทั้งคัน ชีวิตเขาหมดเลยนะ เราไม่รู้จะสงสารตัวเองได้ยังไง มันมีคนน่าเห็นใจกว่า เพราะฉะนั้นแอนแค่รู้สึกว่าเราต้องปรับตัวให้เร็วเท่านั้นเองค่ะ

เราก็ต้องรู้วิธีการอยู่กับน้ำ ต้องวางแผนแล้วว่า ในช่วงวิกฤตก็เหมือนกับโควิดที่เราโดนล็อกอยู่กับบ้าน เราต้องจัดการหากินยังไง คือถ้าไปที่อื่นไม่ได้มันก็ต้องเผชิญและช่วยเหลือกันไป ที่สำคัญมีเมตตาและใจดีกับเพื่อนข้างบ้านไว้ ทุกวันนี้แอนก็ได้โต๊ะเก้าอี้จากเพื่อนข้างบ้านมาช่วยเทินของบางอย่าง สแตนด์บายไว้ เขาก็ยินดียกของยกอะไรมาให้ ลุยน้ำมาหากัน ส่งข้าวส่งน้ำ คนไทยไม่ทิ้งกัน”

มีคิดที่จะซื้อที่อื่นเผื่อไหม? “ไม่ค่ะ แอนไม่ได้หนักขนาดนั้น อย่างที่บอกว่าบังเอิญมันเป็นหน้าบ้าน มันเป็นล้อมเรา เราออกไม่ได้ คนอื่นออกไม่ได้ แต่ตัวบ้านเราโอเค (ทุกอาชีพโดนกันได้หมด อย่างพี่ตั๊ก มยุรา ติดอยู่ 5 วัน?) ใช่ อย่างที่บอกมันไม่แบ่งชนชั้น ไม่เลือกอาชีพหรอกค่ะ มันไปได้หมด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสตรอง แล้วก็มีสติ”

นอกจากตัวเราแล้ว แล้วน้องหมาที่บ้านล่ะ? “ลูกแอน แอนยังจับขึ้นชั้น2 หมด เขาหงุดหงิดนะคะ เพราะแอนสตาร์ตรถเขาก็กระโดดขึ้นรถไม่รอแอนเรียกเลย เขาเป็นเด็กที่ถ้าเราไม่อนุญาตเขาจะไม่ขึ้น แต่คราวนี้เราเปิดประตูรถปุ๊บเขาพรวดขึ้นมาเลย เพราะเขาน่าจะติดอยู่หลายวัน ก่อนที่ฝนจะตกแล้วแอนไม่อยู่ เขาก็จะไม่มีกิจกรรม มันก็เลยอัดอั้นมาเป็น 10 วัน”

มีวิธีสื่อสารกับเขายังไงบ้าง? “หมามันเครียดนะคะ แล้วไม่ได้อึด้วย เราก็ต้องหลอกล่ออุ้มเขาไปอึในที่ที่น้ำมันไม่แฉะ พยายามโยนบอลเบี่ยงความสนใจให้เขารู้สึกออกกำลังกายอยู่กับที่ได้ แต่อย่างที่บอกในบ้านใช้ชีวิตได้ แต่แค่ข้างนอกมันออกไปไม่ได้เท่านั้นเอง และยังโชคดีที่ว่าเราเป็นคนตุนอาหาร เลยมีผักที่ปลูกไว้ก็ยังได้อยู่ เก็บกินได้ เนื้อสัตว์ก็ยังแช่ไว้ มีไข่ แล้วเราทำได้อยู่แล้ว”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน