ลาดกระบัง-ร่มเกล้ายังสาหัส! ประชาชนนับพันกลับเข้าบ้านไม่ได้ น้ำยังท่วมสูง ต้องอพยพอยู่ศูนย์พักพิง เผยหลายรายเสียหายหลักล้าน วอนรัฐเร่งเยียวยา
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 4 ต.ค.69 ที่หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ศูนย์อพยพประชาชนเคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและอพยพมายังศูนย์พักพิง
สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่เคหะร่มเกล้า ขณะนี้บางจุดยังคงมีน้ำท่วมสูง ส่งผลให้การเดินทางเข้า-ออกพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนบางส่วนยังไม่สามารถกลับเข้าไปยังบ้านพักของตัวเองได้ จึงต้องอพยพมายังศูนย์พักพิงชั่วคราว และรอติดตามสถานการณ์ระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
จากการลงพื้นที่พบว่า มีประชาชนอพยพเข้ามาพักพิงแล้วนับ 1,000 คน โดยประชาชนส่วนใหญ่เปิดเผยว่า ก่อนเกิดน้ำท่วมไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถเก็บข้าวของหรือขนย้ายทรัพย์สินออกมาได้ทัน บางรายได้รับความเสียหายจากร้านค้าและทรัพย์สินภายในบ้านมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท
ขณะที่บริเวณศูนย์อพยพ มีหลายหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น รวมถึงมีการรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้า และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยที่ได้รับความเดือดร้อน
โดยกรุงเทพมหานครได้จัดตั้งศูนย์เพื่อรับบริจาคสิ่งของและเป็นจุดประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้ามาพักพิง นอกจากนี้ ยังมีทหารจิตอาสาและเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมช่วยเหลือประชาชน ทั้งการอำนวยความสะดวกในการอพยพ ขนย้ายสิ่งของ และดูแลประชาชนภายในศูนย์พักพิง
ด้านนางพูล อายุ 88 ปี ชาวบ้านเคหะร่มเกล้า เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ว่า อาศัยอยู่ที่เคหะร่มเกล้ามาตั้งแต่ปี 2530 และไม่เคยเจอสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงเช่นนี้มาก่อน โดยขณะนี้บ้านได้รับความเสียหาย ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเสียหายทั้งหมด และยังไม่ทราบว่าจะสามารถยื่นขอรับการเยียวยาได้อย่างไร เนื่องจากตนเป็นผู้สูงอายุ
นางพูล เล่าว่า ขณะที่น้ำท่วมพยายามพาตัวเองออกจากบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องลำบากมากเนื่องจากอายุมากแล้ว ต้องมีคนช่วยอุ้มขึ้นอุ้มลงจนร่างกายเขียวช้ำ แต่ก็จำเป็นต้องออกมาเพื่อเอาชีวิตรอด ทำให้ไม่สามารถนำทรัพย์สินหรือของสำคัญออกมาได้ทัน แม้กระทั่งโฉนดที่ดินและเงินที่เก็บไว้ภายในบ้านก็ไม่สามารถนำออกมาได้ อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่หากต้องซื้อใหม่ทั้งหมดก็มีค่าใช้จ่ายสูง
ด้านนางสาว Nam Jam Bi ชาวเมียนมา ซึ่งทำงานอยู่ในประเทศไทยมานาน 17 ปี เปิดเผยว่า ทำงานรับจ้างที่ร้านอาหาร และขณะเกิดน้ำท่วมไม่ได้เตรียมตัว เนื่องจากน้ำมาเร็วมาก โดยระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบมิดศีรษะ ตอนนั้นคว้าอะไรได้ก็พยายามคว้าออกมาก่อน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรีบนำออกมาคือ หนังสือรับรองสถานะบุคคล ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทย โดยเจ้าตัวระบุว่าเป็นสมุดเล่มสีเขียว และกว่าจะดำเนินการทำได้แต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 บาท แต่ขณะนี้เอกสารดังกล่าวยังเปียกอยู่
ขณะนี้ตนเองขาดรายได้ เนื่องจากรับค่าจ้างเป็นรายวัน อีกทั้งยังไม่ทราบว่าข้าวของภายในบ้านได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่ได้กลับเข้าไปดู โดยสิ่งที่กังวลคือเรื่องการเยียวยา เนื่องจากตนไม่ใช่คนไทย แต่มาอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยมานานถึง 17 ปี และเช่าบ้านพักอาศัยอยู่ จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับการเยียวยาจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ขณะที่นางสาวเนย เจ้าของร้านโทรศัพท์มือถือ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดน้ำท่วมไม่มีการแจ้งเตือน ทำให้ไม่สามารถย้ายสิ่งของออกจากร้านได้ทัน โดยร้านประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ จึงมีทรัพย์สินและอุปกรณ์ได้รับความเสียหายจำนวนมากจนไม่สามารถประเมินมูลค่าได้
ขณะเกิดเหตุตนเองติดอยู่ภายในบ้าน จึงต้องเอาชีวิตรอดออกมาก่อน ไม่สามารถเป็นห่วงทรัพย์สินได้ แต่ขณะนี้รู้สึกเครียดและกังวลว่าจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ รวมถึงหากได้รับการช่วยเหลือจะครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากทรัพย์สินที่สูญเสียไปมีจำนวนมาก
พร้อมอยากให้รัฐบาลมีระบบแจ้งเตือนประชาชนให้เร็วกว่านี้ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวและอพยพได้ทัน เพราะขณะนี้นอกจากทรัพย์สินจะเสียหายแล้ว ยังขาดรายได้จนทำให้เครียดและนอนไม่หลับ
ด้านนางสาวพอย อายุ 21 ปี เปิดเผยว่า อาศัยอยู่กับคุณย่า และย่าเป็นผู้ป่วย ทำให้การอพยพเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องมีคนคอยช่วยเหลือและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยบ้านเป็นบ้านชั้นเดียว และขณะนี้หลังคาบ้านและข้าวของภายในบ้านได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาชีพได้รับความเสียหายรถไฟฟ้าที่คุณย่าใช้ประกอบอาชีพเดินทางไปตลาดก็ได้รับความเสียหาย ส่วนทรัพย์สินของตนเองที่ได้รับความเสียหายคือคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ทำงาน รวมถึงมีข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับการเรียนเก็บไว้ในเครื่องทั้งหมด ทำให้รู้สึกเครียดและกังวลอย่างมาก
นางสาวพอยเผยอีกว่า ก่อนเกิดเหตุไม่มีการแจ้งเตือน ทำให้ไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน จึงอยากให้รัฐบาลมีการแจ้งเตือนประชาชนให้รวดเร็วมากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถอพยพและขนย้ายทรัพย์สินได้ทัน พร้อมขอให้เร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กทม. เปิดเผยว่า ขณะนี้ศูนย์อพยพประชาชนเคหะร่มเกล้ายังสามารถรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบและไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้เพิ่มเติม หากประชาชนรายใดต้องการอพยพมายังศูนย์พักพิง สามารถเดินทางมาลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ได้ทันที
นอกจากนี้ ศูนย์อพยพยังเปิดรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า และสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อส่งต่อให้กับประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ โดยประชาชนหรือหน่วยงานที่ต้องการให้ความช่วยเหลือสามารถนำสิ่งของมาบริจาคได้