ยศชนัน ดึง 2 มหาวิทยาลัยยักษ์ใหญ่ ‘เกียวโต-โอซากา’ Mou ร่วมมือ วช. หวังใช้ AI เร่งเครื่องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ผ่านโปรเจกต์ Siam Silica พร้อมชูไทยเป็น Sandbox ทดสอบเทคโนโลยี ก่อนลุยตลาดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบ ศ.ยาสุโตะ ทาจิคาวะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกียวโต และ ศ.อัตสึชิ คุมะโนะโก อธิการบดีมหาวิทยาลัยโอซากา เพื่อเดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านการวิจัยขั้นสูงระหว่างไทยและญี่ปุ่น
สาระสำคัญของการเยือนครั้งนี้ คือการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. และ ศ.ดร.เท็ตสึโอะ ซาวารางิ รองอธิการบดีบริหาร มหาวิทยาลัยเกียวโต
กรอบความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัยร่วม แลกเปลี่ยนนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการแชร์ฐานข้อมูลทางวิชาการ เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยกับมหาวิทยาลัยเกียวโต
นายยศชนัน เปิดเผยหลังการหารือว่า มหาวิทยาลัยเกียวโตมองเห็นศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการวิจัยที่สำคัญของเอเชีย โดยเตรียมนำผลงานวิจัยใหม่ๆ มาทดลองและทดสอบในไทย ผ่านกลไก Regulatory Sandbox ที่ อว.และรัฐบาลไทยพร้อมไฟเขียวอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

เป้าหมายสำคัญคือ การใช้ไทยเป็นฐานปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ (Localize) ก่อนขยายผลจำหน่ายเชิงพาณิชย์ไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับการหารือกับมหาวิทยาลัยเกียวโต พุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง และการใช้ AI ในงานวัสดุศาสตร์ (AI for Materials Science) ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการค้นคว้าวัสดุใหม่ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาการทดลองในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ไทยยังได้เสนอให้นำชุดข้อมูลด้านวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ มาพัฒนาร่วมกันผ่านเทคนิค Federated Learning พร้อมจ่อคิวเชื่อมฐานข้อมูลศูนย์วิจัย AI4M-hub ของเกียวโต เข้ากับโครงการ “Siam Silica” ของไทย เพื่อเร่งสปีดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศให้เกิดเร็วขึ้น
นายยศชนัน กล่าวว่า ส่วนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโอซากา เดิมเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับมหาวิทยาลัยมหิดลในด้านโรคเขตร้อนและวัคซีนอยู่แล้ว อว.เตรียมกางแผนขยายเครือข่ายไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วประเทศ

มุ่งเน้นในสาขาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI ทางการแพทย์, Physical AI, การออกแบบวงจรรวม (IC Design), ไบโอเซนเซอร์ และเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติ้ง ทั้งสองฝ่ายเตรียมผุดกองทุนสนับสนุนงานวิจัยร่วม (Matching Fund) และเปิดระบบออนไลน์เพื่อจับคู่นักวิจัยไทย-ญี่ปุ่น (Matchmaking) รวมถึงออกแบบโจทย์วิจัยที่ดึงดูดใจให้นักศึกษาญี่ปุ่นมาทำวิจัยในไทยมากขึ้น
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ไทยต้องเร่งสร้างเครือข่าย เครื่องมือไหนจำเป็นเราจัดหา แต่หากมีราคาสูงเกินไปก็สามารถใช้ระบบแชร์ทรัพยากรร่วมกันได้ เพื่อให้งานวิจัยของประเทศเดินหน้าได้ไวที่สุด
สำหรับ ศูนย์ AI4M-hub คือศูนย์วิจัยร่วมภายใต้สถาบันวิจัยขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต (KUIAS) ก่อตั้งขึ้นในปี 2569 ต่อยอดจากโปรเจกต์ของเกียวโตและสิงคโปร์ มุ่งเน้นการใช้ AI ออกแบบวัสดุด้านพลังงาน

สำหรับมหาวิทยาลัยโอซากา เป็นสถาบันระดับท็อปที่ผลิตนักวิจัยรางวัลโนเบลมาแล้ว 2 ราย ได้แก่ ศ.ฮิเดกิ ยูกาวะ (สาขาฟิสิกส์ ปี 2492) และ ศ.ชิมอน ซากากุจิ (สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2568) ทั้งยังมีศูนย์วิจัยโรคติดเชื้อมหิดล-โอซากา (MOCID) ที่ร่วมงานกับไทยมาตั้งแต่ปี 2553