“เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้” บ้านใครเป็นแบบนี้บ้าง แม่ ชอบเก็บของไม่ยอมทิ้ง ชี้ไม่ใช่แค่นิสัยแปลกๆ แต่เป็นโรคอย่างหนึ่งที่มีงานวิจัยยืนยัน แนะแนวทางรักษา

แม่ๆ หลายบ้านเป็นเหมือนนักสะสมสิ่งของตัวยง เพราะไม่ว่าจะเป็นสิ่งของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ แม่ก็สามารถหาที่ไว้เก็บของได้อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น ถุงพลาสติก กล่อง ขวดโหล เครื่องปรุงแบบซอง หนังยางรัดถุงแกง เสื้อผ้าที่ไม่ใส่แล้ว แต่นี่อาจไม่ใช่แค่นิสัยแปลกๆ ธรรมดาๆ แต่อาจเป็นโรคที่มีงานวิจัยยืนยันไว้อยู่แล้วนั่นคือ โรคสะสมสิ่งของ

รูปภาพประกอบ

โรคสะสมสิ่งของ มีลักษณะที่เด่นชัด คือ การเก็บของเอาไว้ เพราะกลัวความสิ้นเปลืองและจะรู้สึกลำบากใจมากถ้าต้องทิ้งสิ่งของเหล่านั้น สุดท้ายสิ่งของก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนบ้านรก สำหรับบางคนอาจไม่มีปัญหาอะไรกับการเก็บของเช่นนี้ แต่ในบางคนที่ไม่ยอมทิ้งสิ่งของอาจมีความรู้สึกมากกว่าคนทั่วไป

ระดับความรุนแรงของนิสัยนี้ มีตั้งแต่การเก็บสะสมแต่พอจัดการให้เป็นที่เป็นทางได้ ไปจนถึงการเก็บสะสมไว้เป็นกองสูง อาจจะเก็บจนเต็มบ้าน เหลือไว้แค่ทางเดินแคบๆ หรือบางคนอาจไม่มีทางในบ้านให้เดินแล้ว

การเก็บในลักษณะนี้ไม่ใช่แค่ทำให้บ้านรกเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุสะดุดล้ม เดินเหยียบสิ่งของมีคม หรือในกรณีที่อาจรุนแรงที่สุด คือ หากเกิดเหตุไฟไหม้ ของที่เก็บสะสมไว้อาจจะเป็นสิ่งกีดขวางแทน

สิ่งที่คนคนกลุ่มนี้มักจะคิดในหัว คือ สิ่งนี้ยังมีค่าอยู่ ใช้งานได้อยู่เก็บไว้ไม่เสียหายหรือบางกรณียังมีผลต่อจิตใจอย่างมาก ทำให้ยากที่จะทิ้งจึงเก็บไว้ก่อนดีกว่า และหาเหตุผลมารองรับการกระทำทันที เช่น

มีความผูกพันกับความทรงจำ : เพราะของบางชิ้นทำให้เรานึกถึงคนสำคัญในอดีต หรือช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิต การทิ้งจึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังทิ้งความทรงจำนี้ไป

พอสิ่งนี้แล้วสบายใจและปลอดภัยทางความรู้สึก : การมีของสิ่งนี้ไว้มันอุ่นใจ ถึงแม้จะไม่ได้หยิบมาใช้ก็ตาม

เสียดาย กลัวสิ้นเปลือง : คิดว่าสิ่งนี้มีประโยชน์แน่นอน ถ้าทิ้งไปจะรู้สึกเสียโอกาสได้ใช้ในอนาคต

ชอบสิ่งของนี้มากๆ : ของสิ่งนี้อาจจะมีสีสันที่สวย รูปลักษณ์ที่น่ารัก หรือแม้แต่พื้นผิวสัมผัสที่ดี แม้จะใช้งานไม่ได้ แต่ก็เก็บไว้ก่อน

คิดว่าสิ่งของนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต : บางอย่างอาจเก็บไว้นานเกินจนมันเชื่อมโยงกับชีวิต และคิดว่านี่คือตัวตนของตัวเองไปแล้ว ถ้าทิ้งมันไปก็เหมือนทิ้งตัวเองไป

อย่างไรก็ตาม เหตุผลต่างๆ ก็ดูไม่ใช่เหตุผลที่ไร้สาระหรือประหลาดเสมอไป เพราะปัญหาหลักๆ มี 3 อย่าง คือ

  • การสะสมสิ่งของมากเกินไป
  • ตัดใจทิ้งหรือทำใจไม่ได้ที่จะเสียไป
  • สิ่งของเหล่านั้นกระทบต่อชีวิต

รูปภาพประกอบ

จากการวิจัย psychiatry มีแนวทางการรักษาคือ จิตบำบัดแบบความคิดและพฤติกรรม จะช่วยผู้ป่วยใหเรียนรู้ที่จะปรับความคิดและพฤติกรรมต่างๆ โดยเริ่มจากลดการซื้อเพิ่มหรือรับเพิ่มลองจัดสิ่งของต่างๆให้เป็นระเบียบ และกล้าตัดสินใจทิ้งสิ่งของนั้นโดยต้องรับมือกับควารู้สึกไม่ดีในใจได้

ในบางกรณีของผู้ป่วยทีอาจมีภาวะสุขภาพจิตอื่นร่วมด้วย อย่างผู้ป่วยภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรืออื่นๆ ที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ การรักษาจำเป็นต้องใช้เวลาและต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น คนในครอบครัวจึงควรเข้าใจและให้ความร่วมมือแทนการบังคับ เพราะผลลัพธ์อาจกระทบจิตใจผู้ป่วยได้

ที่มา: psychiatry

อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/smes/exclusive/article_290073

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน