ฟิล์ม รัฐภูมิ ซบพลังประชารัฐ โต้ถูกซื้อตัว ลั่นจุดยืนแข็งแรง ไม่ใช่เป็นแค่ไม้ประดับ พร้อมเคลียร์ประเด็นว่าเป็นคนไร้จุดยืนทางการเมือง ถูกซื้อตัวหรือเปล่า

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ฟิล์ม รัฐภูมิ ได้ให้สัมภาษณ์หลังมาร่วมรายการคนดังนั่งเคลียร์ ที่ อาร์เอส กรุ๊ป ถ.ประเสริฐมนูกิจ ถึงการลาออกจากสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย มาซบพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเคลียร์ประเด็นว่าเป็นคนไร้จุดยืนทางการเมือง เนื่องจาก 4 ปี ย้าย 4 พรรค ถูกซื้อตัวหรือเปล่า หรือเป็นเพียงไม้ประดับ

โดยฟิล์มเผยว่า “การมาอยู่พรรคพลังประชารัฐนั้นเป็นบัญชีรายชื่อ ไม่ได้ลงเขต และไม่มีฝั่งไหนหรอกครับ ทุกคนอยู่ฝั่งประชาชนหมด แม้ว่าวันนี้ผมจะย้ายพรรคมาอยู่ฝั่งพลังประชารัฐ ก็อยากจะบอกว่าก็เป็นพรรคที่อยู่กับประชาชนเหมือนกัน คือเรามาด้วยอุดมการณ์ คือตัวผมเองได้โอกาสจากผู้ใหญ่ที่ได้มาแสดงบทบาทของผมไม่ว่าจะเป็นการผลักดันในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ เรื่องของวัฒนธรรม ก็คือวงการบันเทิงของพวกเราทุกคน”

 

“ผมพูดเสมอว่าถ้าผมมีโอกาสตอบแทนสังคมตอบแทนประชาชนทุกๆ คนด้วยการหาช่องทางใหม่ๆ ในการหาเงินเข้ามาในประเทศของเรา สองเรื่องนี้ผมเชื่อได้เลยครับว่าจะทำให้รายได้และจีพีของประเทศไทยดีขึ้นแน่นอน เพราะว่าซอฟต์พาวเวอร์ก็จะนำรายได้เข้า”

คนมองไม่สำเร็จในเส้นทางการเมือง เพราะย้ายพรรคและเปลี่ยนแปลงหลายรอบ?

“ผมไม่ได้มองแบบนั้น ผมมองว่ามันดีด้วยซ้ำ บางกลุ่มเขาอาจจะมองว่า แสดงว่าเรามีความสามารถ พรรคอื่นๆ ก็เลยดึงเราไปทำงานเยอะมาก ก็คือจะมองเรื่องงานมากกว่า แต่ว่าส่วนตัวผมมองว่า ทางไหนมีโอกาสให้เราได้ทำงานในสิ่งที่เราอยากจะทำ”

คนมองว่าจุดยืนไม่แข็งแรงเพราะว่า 4 ปีย้าย 4 พรรค?

“คืออยากจะบอกกับทุกคนว่าจุดยืนแข็งแรงมากครับ อยากให้ทุกคนมองในตัวผมมากกว่าว่า วันนี้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราจะได้มีโอกาสในการทำงานในสิ่งที่เราอยากจะทำมันดีกว่าไหม ถ้าเราคิดช่องทางในการหาเงิน ประเทศไทยเราแข็งแรงเรื่องอะไรเราก็เน้นในเรื่องนั้นครับ”

 

ประเด็นที่คนมองว่าคนบันเทิงเป็นเพียงไม้ประดับกับเส้นทางการเมือง?

“ผมมองว่าคนบันเทิงเป็นแค่ไม้ประดับ มันอยู่ที่ว่าแต่ละคนแสดงศักยภาพออกมาให้ประชาชนเห็นมากน้อยขนาดไหน แต่ในส่วนตัวผม ผมอยู่มานานตั้งแต่ปี 2560 ผมเชื่อได้ว่าศักยภาพของผมมันทำให้คนเชื่อมั่นเชื่อมือแล้วก็เชื่อใจผมได้ว่าผมของจริง ไม่ได้เป็นแค่ดาราหรือเป็นเพียงไม้ประดับ”

อยากทราบกระบวนการทำงานหลังบ้านว่าเป็นไปยังไง เพราะอยู่ๆ เราเปลี่ยนจากพรรคหนึ่งมาอีกพรรคหนึ่งด้วยความเวลาค่อนข้างสั้น ?

“จริงๆ เบื้องหน้า ประชาชนอาจจะมองว่าเราเปลี่ยนหลายพรรค แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังทุกพรรครู้จักกันหมดนะครับ คือทุกคนมีนโยบายที่แตกต่างกัน และแต่ละพรรคก็ดีหมดเลย ก็มีนโยบายที่จะมาช่วยทำเพื่อประเทศชาติ ก็ทำให้กับสังคม”

 

เตรียมพร้อมในการลงแข่งขันในรอบนี้ยังไงบ้าง?

“คือโชคดีที่เขาให้โอกาสเราไปอยู่ในทีมนโยบาย เราก็ได้ผลักดันให้มันเป็นนโยบายของพรรคในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ แล้วก็สตาร์ตอัพ กลุ่มวัยรุ่นจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราคิดออกมา เพราะว่าเราเจนเดียวกัน ผมเชื่อได้ว่าคนไทยทุกๆ คนไม่อยากจะกลับไปทำงานในแบบเดิมๆ ว่าเรียนจบมาต้องเป็นข้าราชการ เรียนจบมาก็ต้องเป็นพนักงาน ทำไมเราจบมาไม่เลือกช่องทางเป็นของตัวเองได้”

 

“ถ้าเกิดว่ามันมีเทคโนโลยีที่พอที่จะให้เขาทำค้าขายออนไลน์ก็ได้ หรือคิดว่าอยากจะทำช่องทางของตัวเองเป็นดารา YouTuber เป็นสตาร์ แล้วได้เงินกลับมา แล้วมันดีกว่าไหมครับที่มีรัฐบาลสนับสนุนหรือมีองค์กรองค์กรหนึ่งที่คอยให้เงินทุนกับคนที่มีไอเดีย สิ่งเหล่านี้แหละครับมันจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่เรากำลังจะทำให้กับทุกคน”

 

การที่เราเปลี่ยนพรรค ทำให้มองไปได้ว่ามีเรื่องของเม็ดเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะเป็นการซื้อตัว?

“บางคนอาจจะคิดว่าถูกซื้อตัวหรือเปล่า ไม่นะครับผมเป็นแค่จิตอาสาในเรื่องของการเมืองเราก็เป็นแค่จิตอาสาที่อยากจะมาทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติของเรา อย่าคิดเลยครับว่าผมถูกซื้อตัว คิดแล้วก็เชียร์ผมดีกว่าครับว่าผมได้รับโอกาสเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น”

 

การย้ายพรรค มีความกังวลไหมว่าจะทำให้ประชาชนที่เขารักในตัวพรรค ไม่เทคะแนนให้เรา แล้วเราก็จะเสียเปรียบตรงนี้?

“ผมว่าเป็นเรื่องปกติ การเมืองเป็นสิ่งที่เซ้นซิทีฟ คือทุกคนน่ะเอาอารมณ์ไปร่วมกับมันเยอะมากมันเป็นสิ่งที่ดีแล้วเป็นเรื่องปกติมากๆ คำว่าประชาธิปไตยก็คือเป็นการที่เห็นต่างกัน แต่มันก็ต้องอยู่ในพื้นฐานของการที่พูดคุยกันได้ อย่าด่าอย่าว่ากันเลยครับ อยากจะให้ทุกคนเปิดใจมองว่าวันนี้มันเป็นสมัยใหม่แล้ว”

 

“ในอนาคตเรากำลังจะปรับเปลี่ยนและก้าวไปข้างหน้า มันจะต้องก้าวไปสู่ความเจริญ มันต้องก้าวไปสู่ความไม่ขัดแย้งกัน มันต้องก้าวไปสู่ช่องทางใดช่องทางหนึ่งที่มันจะเป็นประโยชน์ต่อเราทุกๆ คน ถ้าเราเอาอารมณ์ไปร่วมกับมันเราจะไม่ได้พรรคที่ทำเพื่อประชาชนเลย เราก็จะได้พรรคที่เป็นพรรคของใครคนใดคนหนึ่ง”

“อยากให้ทุกคนเปิดใจมาเริ่มต้นกันใหม่ในศักราชใหม่ ที่จะมาถึงนี้ให้ทุกคนเปิดใจ แล้วมองนโยบายดูว่าแต่ละพรรคมันมีนโยบายไหนที่มันตรงใจกับเราแล้วถ้าเกิดว่าพรรคนั้นมันมีนโยบายที่ตรงใจกับเราก็เลือกครับผม เพราะผมเชื่อว่าทุกพรรคดีหมด เราจะแข่งกันที่นโยบายครับ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน