บอร์ดกระตุ้น ศก.อนุมัติ 1.15 แสนล้าน ชง ครม. สัปดาห์หน้า คาดบูทส์จีดีพีโต 0.4–0.5%

18 มิ.ย.68 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินราว 1.15 แสนล้านบาท จากกรอบวงเงินรวม 1.57 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันอังคารหน้า (24 มิ.ย. 68)

โดยงบดังกล่าวจัดทำขึ้นภายใต้กรอบหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด เน้นโครงการที่สามารถจ้างงานได้จริง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยผ่านการกลั่นกรองจากคณะอนุกรรมการและคณะทำงานร่วมหลายฝ่าย อาทิ ด้านน้ำ การคมนาคม และการท่องเที่ยว แล้วได้ให้ข้อสังเกตว่าอะไรควรที่จะทำบ้าง ซึ่งสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติจะต้องสามารถผูกพันงบประมาณได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568

ซึ่งโครงการที่อนุมัติในล็อตแรก แบ่งใช้จ่ายเป็น

– โครงการน้ำและคมนาคม 70% ครอบคลุมการบริโภค ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง และถนนเชื่อมเมืองหลัก-เมืองรอง

– โครงการท่องเที่ยว 10% ได้รับการจัดสรรประมาณ 10,530 ล้านบาท

– ส่วนที่เหลือ ใช้รองรับมาตรการภาษีจากสหรัฐอเมริกา ด้านการศึกษา และโครงการอื่น ๆ

“วงเงิน 1.1 แสนล้านบาทนี้ ในคณะกรรมการชุดใหญ่ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เพราะเห็นว่า 1.มีการกระจายการลงทุนทั่วประเทศ และครอบคลุมไปในรายจังหวัดเกือบทุกจังหวัด แล้วก็เกือบทุกอําเภอ 2. จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำจะได้รับสัดส่วนงบมากกว่าจังหวัดรายได้สูง เช่น กรุงเทพมหานคร หรือระยอง ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการ ทั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานได้ราว 6-7 ล้านตำแหน่ง มีค่าจ้างรวมราว 30,000 ล้านบาท หรือประมาณ 30% ของวงเงินที่อนุมัติ” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวว่า โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการดำเนินโครงการต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้งบประมาณ หรือโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุน ซึ่งได้ฝากข้อสังเกตว่า

1. ทุกหน่วยงานต้องมั่นใจว่าโครงการต่าง ๆ เดินหน้าไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2. ขอให้กระทรวงต้นสังกัดที่มีหน่วยงานผู้ขอรับงบประมาณอยู่ภายใต้ความดูแล กำกับติดตามอย่างใกล้ชิด หากพบว่าโครงการใดมีข้อสงสัย หรือไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ขอให้แจ้งมายังส่วนกลางทันที เพื่อพิจารณาระงับ หรือยกเลิกการใช้งบประมาณได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาภายหลัง

ซึ่งหลังจากดำเนินโครงการแล้ว จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล เพื่อให้มีการตรวจสอบในลักษณะคล้ายการตรวจสอบภายใน (audit) เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการต่าง ๆ บรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง

สำหรับวงเงินที่ยังไม่ได้พิจารณาอีกราว 4.2 หมื่นล้านบาท นายพิชัย ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เสนอโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากอาจซ้ำซ้อนกับโครงการเดิม หรือยังไม่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด โดยจะมีการเรียกประชุมเพื่อกลั่นกรองอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

นายพิชัยกล่าวด้วยว่า หากดำเนินการได้ตามแผนทั้งหมดในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท จะสามารถกระตุ้น GDP ได้ราว 0.5-0.6% แต่หากเบิกจ่ายเฉพาะ 1.15 แสนล้านบาท คาดว่า GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4-0.5%

“นี่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจของไทย ทั้งด้านน้ำ ถนน การท่องเที่ยว และการจ้างงาน ซึ่งล้วนเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมายาวนาน ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และกระตุ้นการลงทุนระยะยาว” นายพิชัยกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน