สมาคมค้าปลีก แนะเอสเอ็มอีไทย สู้ศึกภาษีทรัมป์ ด้วยกลยุทธ์เพิ่ม Market Reach
นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย เปิดเผย ในงานสัมมนาในหัวข้อ “พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริการะดับความรุนแรงเทียบเท่ากับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคธุรกิจไทย
ผลกระทบทางตรงคือสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ บริการบางประเภท รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ถุงมือยาง ที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกรายสำคัญให้สหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรแปรรูปประเภทอาหาร เช่น ข้าวสารไทย ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดสหรัฐฯ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตอบสนองความต้องการของชาวเอเชียในสหรัฐฯ อาทิ น้ำปลา กุ้งแห้ง และสินค้าที่ใช้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ผลกระทบทางอ้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ สินค้าที่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ หรือส่งออกได้แต่ขาดทุน สินค้าเหล่านี้ก็จะหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดประเทศไทยในราคาที่ถูกมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากประเทศจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไทยที่เป็นผู้ผลิตในประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
อีกหนึ่งผลกระทบคือยอดขายและยอดส่งออกที่ลดลง ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้รายได้ของผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูงทำได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคจะหันไปหาสินค้าที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากจีนหรือประเทศอื่นๆ ที่เข้ามาทำตลาดในไทย
นายสุวิทย์ กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีจะสามารถพลิกวิกฤตตรงนี้ได้ อย่างไรนั้นตนมองว่า ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือช่วยกัน โดยตนอยากแนะนำให้ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำเป็นต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างแรกที่ต้องทำคือการ เพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาดใหม่ หรือ เพิ่ม Market Reach จากเดิมที่อาจเป็นเพียงโรงงานหรือร้านค้าที่รอให้ลูกค้าเข้ามาซื้อ ก็อาจจะต้องออกไปหาลูกค้า โดยตรง และ การเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ รวมถึงการพิจารณาขายผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น ร้านขายของฝาก เหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขยายฐานลูกค้า
นายสุวิทย์ กล่าวว่า อย่างที่สอง ตนแนะนำให้มองหาวิธีเข้าถึงลูกค้าแบบใหม่ เช่น การใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมการขาย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีตัวอย่างร้านค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับความนิยมสูงหลังจากมีอินฟลูเอนเซอร์แนะนำสินค้า จนสามารถขยายสาขา และเพิ่มยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และเดลิเวอรีได้อย่างต่อเนื่อง
เอสเอ็มอีไทยควรเปลี่ยนแนวคิดจากการขาย “ผลิตภัณฑ์” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การพัฒนา “บริการ” และ “ประสบการณ์” ที่ลูกค้าได้รับ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจในระยะยาว รวมถึงการให้ความสำคัญของการรักษาคุณภาพ ให้สม่ำเสมอเนื่องจากลูกค้าอาจไม่ยอมรับหากคุณภาพลดลงซึ่งส่งผลให้ธุรกิจอาจไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในระยะยาว