” ธรรมนัส ” เดินหน้ามอบนโยบายขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ ยกเครื่องสหกรณ์ภาคการเกษตร สู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร พร้อมประสานเอกชนรับซื้อนม
วันที่ 14 ต.ค.2568 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการมอบนโยบายขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร มีนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัด ผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตร และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ รวมจำนวน 1,000 คน
เข้าร่วมรับฟังนโยบาย ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อีกทั้งได้ถ่ายทอดสัญญาณสด ผ่าน Facebook Live กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ทั่วประเทศได้รับชมอย่างพร้อมเพรียงกัน
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของเกษตรกรทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ยังคงประสบกับปัญหาเชิงโครงสร้างและรูปแบบการทำเกษตรแบบเดิม ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทำให้ภาครัฐไม่สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม และนโยบายที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในแต่ละรัฐบาล ส่งผลให้เกษตรกรขาดความต่อเนื่องในการพัฒนา
แต่ต่อจากนี้ภาคเกษตรไทยต้องเข้มแข็ง ตนเชื่อว่าสหกรณ์คือคำตอบเพราะเป็นองค์กรของเกษตรกรโดยเกษตรกร ที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำอย่างแท้จริง
โครงการขับเคลื่อนสหกรณ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2566 ที่มุ่งให้สหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการครบวงจร ทั้งในด้านการผลิต การตลาด การแปรรูป และการส่งออก เพื่อให้สหกรณ์มีศักยภาพในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับเกษตรกร ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะราคาข้าว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการบริหารปริมาณผลผลิตในตลาดอย่างเหมาะสม ทำให้ข้าวหอมมะลิและข้าวชนิดอื่น ๆ มีราคาขยับขึ้นตั้งแต่ 8,000 บาทต่อเกวียนเป็นกว่า 10,000 บาทต่อเกวียนทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการรวมพลังของเกษตรกรและสหกรณ์ ที่ช่วยกันบริหารจัดการผลผลิตในตลาดอย่างมีระบบ
ในส่วนของภาคประมง รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพประมงไปแล้วกว่า 29 ฉบับ เพื่อให้ชาวประมงไทยสามารถกลับมาทำการประมงได้อย่างยั่งยืนตนยืนยันว่าไทยจะกลับมาเป็นเจ้าทะเลแห่งเอเชียอีกครั้ง และแนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยเน้นให้ตลาดเป็นตัวกำหนดการผลิต และใช้นวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และลดต้นทุนการผลิต
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับฟังความเดือดร้อนของผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ที่เป็นสมาชิกชุมนุมสหกรณ์นมไทย – เดนมาร์ค จากจังหวัด นครราชสีมา สระบุรี และลพบุรี ที่กำลังประสบปัญหาด้านราคาน้ำนมดิบตกต่ำ และค้างสต็อกอีกกว่า 40 ตัน ทั้งนี้ ตนพร้อมยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญและไม่ทอดทิ้งให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา และดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรต่อไป
ด้าน นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นดังกล่าว ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการประสานไปยังภาคเอกชนสำหรับการรับซื้อเพิ่มเติมเพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่รวดเร็ว โดยภาคเอกชนได้เสนอราคารับซื้อที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม และจะมีการประชุมหารือเพิ่มเติมต่อไป
ทั้งนี้ ผู้แทนเกษตรกรได้มีข้อเรียกร้องให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรตามราคาอ้างอิงของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ได้ประเมินไว้ที่ 21.70 บาทต่อกิโลกรัม