ท่ามกลางกระแสโลกที่หมุนไวเกินกว่าตำราเรียนจะไล่ทันช่วงปิดเทอมจึงไม่ใช่เพียงการหยุดพักผ่อนจากการเรียนที่เหนื่อยล้า แต่คือโอกาสทองในการค้นหาตัวตนและเสริมสร้างทักษะชีวิตที่โรงเรียนอาจให้ไม่ได้

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ NSM Science Square ศูนย์การค้าเดอะสตรีท รัชดา กรุงเทพฯ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆ กลับมาสดใสอีกครั้งในงาน Kick Off ปิดเทอมสร้างสรรค์ ปี 2569” ภายใต้คอนเซปต์สุดคูล ความฉ่ำ Comeback” งานที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สานพลังร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และภาคีเครือข่ายกว่า 45 องค์กร ร่วมกันเนรมิตพื้นที่เรียนรู้ใกล้บ้านให้เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ

ปักหมุดนิเวศการเรียนรู้ชวนน้องละหน้าจอสู่โลกแห่งประสบการณ์

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ฉายภาพสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันความต้องการระหว่างผู้ปกครองกับเด็กมักสวนทางกัน ข้อมูลพบว่าเด็กๆ กว่าร้อยละ 71 อยากใช้เวลาปิดเทอมไปกับการพักผ่อนและเล่นมือถือเพื่อชดเชยความเหนื่อยล้า ขณะที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่อยากให้ลูกเรียนพิเศษวิชาการเพื่ออนาคต ช่องว่างนี้เองที่กลายเป็นจุดเสี่ยง หากเด็กไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมที่น่าสนใจพอ พวกเขาอาจถลำลึกไปสู่โลกออนไลน์ที่คุมไม่ได้ หรือเสี่ยงต่อปัจจัยทางสุขภาพอย่างบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด

ปี 2569 นี้ สสส. จึงตั้งใจเป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่ เราไม่ได้เน้นแค่การสอน แต่เน้นการสร้างประสบการณ์ผ่าน 1,054 พื้นที่ใน 30 จังหวัดทั่วประเทศ มีกิจกรรมที่หลากหลายทั้งดนตรี ศิลปะ กีฬา และการทำอาหาร ซึ่งทุกกิจกรรมจะสอดแทรกเรื่องการดูแลสุขภาพและทักษะชีวิตเข้าไป โดย สสส.ตั้งเป้าว่าในปีนี้จะมีเด็กอย่างน้อย 100,000 คน ที่ได้เข้าถึงโอกาสเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขามีความสุขและเติบโตอย่างมีคุณภาพ

เปลี่ยนวิทย์ให้เป็นเรื่องสนุก ปลุกพลัง Creative ไร้ขีดจำกัด

ในฐานะเจ้าบ้านและภาคีหลัก นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการผู้อำนวยการ อพวช. เผยว่า อพวช. พร้อมเปิดพื้นที่กว่า 70,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับจินตนาการของเยาวชน โดยนอกจากศูนย์ใหญ่ที่คลองห้าแล้ว ยังมี ‘จัตุรัสวิทยาศาสตร์’ กระจายตัวอยู่ตามหัวเมืองสำคัญ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ โคราช และขอนแก่น เป็นต้น

ปิดเทอมนี้ อพวช. ต้องการส่งเสริมเยาวชนไทยใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Think Create Change : คิด สร้าง เปลี่ยนมุ่งจุดประกายและพัฒนาศักยภาพของนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ ให้สามารถสร้างสรรค์ไอเดียนวัตกรรม เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจทั้งเรื่องหุ่นยนต์ นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม และนิทรรศการที่สร้างแรงบันดาลใจ เป้าหมายคือการทำให้เด็กไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ใกล้บ้านที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน และในอนาคตจะขยายไปสู่ภาคใต้และภาคตะวันออก เพื่อให้เด็กทุกคนในสังคมไทยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน

เมื่อท้องถิ่นและภาครัฐจับมือกัน ปั้นสถานีการเรียนรู้ทั่วประเทศ

อีกสาระสำคัญของงานในวันนั้นคือบรรยากาศบนเวทีเสวนา ชวนคุย ชวนชิม สถานีการเรียนรู้ จากการรวมตัวของผู้บริหารจากภาครัฐและผู้บริหารท้องถิ่นที่ทำงานด้านการพัฒนาเยาวชน ที่สะท้อนการขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการอย่างเห็นภาพ

เริ่มจาก นางสาวอรนุชา มงคลรัตนชาติ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาและสวัสดิการเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้กะเทาะเปลือกปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่มีมากกว่าล้านคนและปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งสอดรับกับแนวทางของ นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่เร่งเปลี่ยนผ่าน กศน. สู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการเทียบเคียงคุณวุฒิ (Equivalency Program) และกระจายอำนาจผ่านสถานีการเรียนรู้กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึง ศศช. บนพื้นที่สูง เพื่อให้เด็กที่ขาดโอกาสมีที่พึ่งและเข้าถึงหลักสูตรทักษะอาชีพที่สร้างรายได้ได้จริง

ในฐานะผู้บริหารที่ดูแลด้านการศึกษาและขับเคลื่อนโครงการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เสริมทัพด้วยโมเดล Learning City ตามมาตรฐาน UNESCO ที่เน้นการบริหารงบประมาณแบบ ‘เส้นเลือดฝอย’ กระจายพื้นที่กิจกรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เด็กๆ เข้าใช้สวนสาธารณะและศูนย์นันทนาการได้ง่ายเหมือนการจองโรงแรม

และตัวอย่างการขยายผลสู่หัวเมืองเหนืออย่างน่าสนใจ โดย ดร.อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ที่ปรึกษานายก อบจ.ลำปาง ได้นำเสนอนโยบายเชิงรุกเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็นต้นว่า โครงการ Youth Policy Lab การสร้างพื้นที่ปลอดภัยปลอดฝุ่นในช่วงหน้าฝุ่นของภาคเหนือ ควบคู่ไปกับการก่อสร้าง TK Park แห่งใหม่ที่เน้นความคล่องตัวเข้าสู่ชุมชนดอย ด้าน นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน ย้ำถึงการจัดสรรงบประมาณที่ต้องลงไปถึงโรงเรียนห่างไกลในเขตป่าเขาและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยประกาศนโยบายจัดงาน TECH Week เพื่อนำเทคโนโลยีระดับประเทศไปปลุกไฟฝันให้เยาวชนถึงที่บ้าน พร้อมเดินหน้าทำ MOU ร่วมกับสถานศึกษาและภาคธุรกิจท้องถิ่น สร้างกงล้อแห่งความร่วมมือที่จะเปลี่ยน “เมืองผ่าน” ให้เป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ก้าวต่อไปของปิดเทอมสร้างสรรค์มากกว่ากิจกรรม แต่เป็นการสร้างความทรงจำ

โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ ปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดอีเวนต์ชั่วคราว แต่คือการปักหมุดวัฒนธรรมใหม่ให้สังคมไทยเห็นว่า “พื้นที่เล่นคือพื้นที่เรียนรู้” และความปลอดภัยของเยาวชนต้องสร้างด้วยโอกาสที่น่าดึงดูดใจ ซึ่ง สสส. และภาคีเครือข่ายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนหันหน้าเข้าหากัน พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้จริง

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และน้องๆ เยาวชนที่ไม่อยากพลาดความฉ่ำในปีนี้ สามารถปักหมุดค้นหากิจกรรมที่ชอบ สถานที่ที่ใช่ และลงทะเบียนได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วผ่านเว็บไซต์ www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com, LINE OA @happyschoolbreak

#สสส #ปิดเทอมสร้างสรรค์2569 #ความฉ่ำcomeback

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน