การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก เกิดอาการปอดอักเสบอย่างรุนแรงและเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจ ตระหนักถึงการป้องกันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคและปกป้องปอดของเรา ด้วยมาตรการต่าง ๆ ทั้งแคมเปญ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”, Social Distancing

แต่ในขณะเดียวกัน ป่าไม้ ซึ่งเปรียบเสมือน ปอดของโลก ก็กำลังถูกทำลายจากสถานการณ์ไฟป่าที่ ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่และต้องการการปกป้องเช่นเดียวกัน ทั้งไฟป่าที่ดอยสุเทพ – ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาดับไฟนานถึง 6 วัน ไฟป่าที่ภูกระดึง จังหวัดเลย ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 17 ปี

ไฟป่าที่ลุกโชนล้วนเกิดจากการเผาด้วยน้ำมือมนุษย์ ที่ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนไม่สามารถประเมินค่าได้ ยังส่งผลให้เกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออากาศในการหายใจของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝุ่นควันและไฟป่าจึงมิใช่เพียงปัญหาระดับของชุมชนเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันแก้ไข

‘ทีมเสือดำดับไฟป่า’ จิตอาสาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ร่วมเฝ้าระวังและดับไฟป่าในพื้นที่ป่ารอบเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก พบว่า สถานการณ์ไฟป่าค่อนข้างรุนแรง ทำให้ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เกิดไฟป่าในพื้นที่รอบเขื่อนภูมิพลแล้วกว่า 20 ครั้ง พื้นที่ป่าได้รับความเสียหายประมาณ 2,000 ไร่

นายอรรณพ โหรวิชิต ช่างระดับ 10 เขื่อนภูมิพล หนึ่งในทีมเสือดำดับไฟป่า เปิดใจว่า ทีมเสือดำดับไฟป่า เป็นโครงการที่ กฟผ. เขื่อนภูมิพล เปิดโอกาสพนักงานได้เข้ามาเป็นจิตอาสาเพื่อดูแลผืนป่าร่วมกับคนในชุมชน ภารกิจดับไฟป่า ถือเป็นภารกิจปิดทองหลังพระ ถึงจะหนื่อยแต่ก็สู้สุดใจ เพราะการดับไฟป่าแต่ละครั้งคือนาทีชีวิต ต้องเดินเท้าผ่านเขาสูงชันและหุบเหวลึก เผชิญกับเปลวไฟที่มีความร้อนระอุมากกว่า 50 องศาเซลเซียสและสามารถคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ

หลักการสำคัญของการดับไฟป่าคือ ต้องควบคุมพื้นที่ลุกไหม้ของไฟด้วยการสร้างแนวกันไฟ ใช้คราดแยกเศษใบ้ไม้หรือกิ่งไม้แห้งซึ่งเป็นเชื้อเพลิงออกจากดิน จากนั้นใช้เครื่องเป่าลมทำแนวกันไฟกว้างจนเห็นหน้าดินประมาณ 1 เมตรครึ่ง ทีมเสือดำดับไฟป่าได้ทำแนวกันไฟป่าหลักระยะทางกว่า 35 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่ารอบเขื่อนภูมิพลทั้งสองฝั่งของแม่น้ำปิงที่ กฟผ. ดูแล กว่า 15,000 ไร่

เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องเป่าลมไล่เศษใบไม้สำหรับทำแนวกันไฟป่า

นอกจากการดับไฟป่าแล้ว การสร้างฝายชะลอน้ำซึ่งเป็นแนวกันไฟเปียกในผืนป่าก็ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ โดยยึดหลักการทำฝายชะลอน้ำตามศาสตร์พระราชาแบบไม่ต้องใช้งบประมาณที่เรียกว่า “ฝายผสมผสานแบบหินทิ้ง” เพียงใช้แฉลงงัดหินทิ้งซึ่งมีอยู่ตามผืนป่านำมาวางเรียงกันโดยให้หินก้อนใหญ่เป็นฐานอยู่ด้านล่าง แทรกด้วยหินขนาดกลาง เป็นลักษณะท้องช้างคือด้านข้างสูง ตรงกลางต่ำเมื่อเวลาน้ำไหลลงมาดินและใบไม้จะทับถมกันเป็นเขื่อนดินปนหินซึ่งฝายในลักษณะนี้จะมีความแข็งแรงและคงทนกว่าฝายแบบไม้ไผ่ ปัจจุบันสามารถสร้างฝายชะลอน้ำแบบหินทิ้งไปแล้วกว่า 21,000 ฝาย ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนรอบเขื่อนภูมิพลและป่าชุมชน

ปัญหาไฟป่ากลายเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความตระหนัก วันนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องไม่เพิกเฉยต่อการเผาป่า และร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะ ‘ป่า’ คือ ปอดของเรา


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน