ทุกปีที่เทศกาลแห่งความสุขช่วงปีใหม่ กลับกลายเป็นความทุกข์ของหลายคน จากการต้องสูญเสียชีวิตคนในครอบครัว ด้วยสาเหตุ ‘ดื่มแล้วขับ’
ภายใต้บทบาทภารกิจทำให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยได้มีวิถีชีวิตและสังคมท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดสุขภาวะที่ดี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้จับมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งในส่วนภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย เป็นการร่วมมือทำงานอย่างเข้มแข็งมาเป็นเวลากว่า 20 ปี

ความร่วมมือดังกล่าว ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า เป็นการทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘ไตรพลัง’ ได้แก่ ‘พลังปัญญา’ มีการพัฒนาศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนถนน พัฒนาความรู้ระบบสารสนเทศต่างๆ ผลักดันนโยบายและมาตรการต่างๆ ‘พลังสังคม’ ด้วยการมีภาคีเครือข่ายช่วยรณรงค์สื่อสารสาธารณะ สร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ สร้างค่านิยม และสร้างวัฒนธรรมทั้งในระดับประเทศลงไปถึงท้องถิ่น
“สุดท้ายคือ ‘พลังนโยบาย’ ด้วยการผลักดันนโยบายมาตรการต่างๆ ซึ่ง สสส.ได้สนับสนุนการดำเนินงานทางวิชาการการขับเคลื่อนสังคม และการจัดการเพื่อให้กฎหมายต่างๆ มีพัฒนาการมากขึ้น ข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกิดแล้วได้นำไปบังคับใช้ให้จริงจังขึ้น อาทิ มีการพัฒนาแผนแม่บทความปลอดภัยบนถนนฉบับที่ 5 พ.ศ.2565-2570 ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก”
ดร.สุปรีดา ย้ำถึงมาตรการต่างๆ มีภาคีสำคัญอย่าง ‘รัฐสภา’ ได้ให้ความร่วมมือทั้งผลักดันฝ่ายบริหาร ทั้งการออกกฎหมายจากรัฐสภาโดยตรง เช่น มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มโทษในการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ การขยายเรื่องการสวมหมวกนิรภัย จากเดิมที่ให้สวมเฉพาะผู้ขับขี่ ต่อมาจึงได้บังคับไปถึงคนซ้ายท้ายด้วย หรือการใช้เข็มขัดนิรภัยที่ไม่ได้มีเพียงคนขับเท่านั้น
“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำงานด้านความปลอดภัยก้าวหน้าขึ้น มาจากความร่วมมือจากฝ่ายนโยบายของรัฐสภา ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน แม้แต่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของสภานิติบัญญัติกว่า 3,00 คนก็ถือว่ามีบทบาทในการร่วมขับเคลื่อนและร่วมรณรงค์ ทำให้รัฐสภาเป็นองค์กรต้นแบบของการดื่มไม่ขับ”
เป็นที่มาของการจัดกิจกรรม ‘ปีใหม่ ดื่มไม่ขับ ลดเร็ว สวมหมวก ลดสูญเสีย ข้ามทางม้าลายปลอดภัย’ จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ สสส. ณ อาคารรัฐสภา เพื่อส่งต่อถึงความสำคัญที่ต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ‘7 วันอันตราย’

แนะรณรงค์ลดอุบัติเหตุต่อเนื่องจริงจังตลอดทั้งปี
ในวันนั้นได้รับเกียรติจาก ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ปาฐกถาพิเศษ ‘บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการผลักดันนโยบายลดอุบัติเหตุ’ โดยยกตัวอย่างถึงพระราชบัญญัติจราจรฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2566 สาระสำคัญมาจากปัจจุบันนี้การเกิดอุบัติเหตุทางถนนมีสาเหตุมาจากการผู้ขับขี่ฝ่าฝีนหรือไม่ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัยจราจรทางบก
ขณะที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับปัจจุบัน จึงสมควรปรับปรุงมาตรการกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย และให้การป้องกันการกระทำความผิดนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งปรับปรุงบทกำหนดโทษให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดอุบัติเหตุทางถนน และส่งเสริมให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจรทางบก
ประธานรัฐสภาหยิบยกเรื่องของประเทศไทยเคยมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุเป็นอันดับสองของโลก มาจากการขาดวินัย และยังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสุสานของนักปั่นจักรยาน มีนักปั่นจักรยานต่างชาติมาเสียชีวิตที่ไทยเยอะมาก จึงได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องขอพิจารณาเร่งรัดมาตรการส่งเสริมการปลอดภัยทางอุบัติเหตุ อ้างถึงการมีนักกีฬาจักรยานต่างชาติประสบอุบัติเหตุถูกรถกระบะชนขณะฝึกซ้อมจนเสียชีวิต
รวมไปถึงการอุบัติเหตุในประเทศไทยติดอันดับโลกทุกปี สร้างผลกระทบด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย แม้มีการแก้ไขแล้วแต่ความรุนแรงของอุบัติเหตุก็ยังมีอยู่มาก จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังและหาทางแก้ไขป้องกันโดยต่อเนื่อง เพื่อลดความรุนแรงและอุบัติเหตุอันเกิดจากความประมาท
“การรณรงค์ลดอุบัติเหตุควรมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและจริงจังตลอดทั้งปี ไม่ต้องยึดเฉพาะเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลสงกรานต์เป็นหลักว่า มีจำนวนคนตายหรือบาดเจ็บเท่าไร ให้ สสส.เชิญผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ และธุรกิจรถยนต์มาร่วมกันหาแนวทางลดอุบัติเหตุบนถนน เช่น จะมีมาตรการอย่างไรที่จะให้คนขับขี่รถมีระเบียบวินัย และใส่ใจกฎจราจรมากยิ่งขึ้น”

รวมภาคีเครือข่ายสู่เป้าหมายทศวรรษแห่งความปลอดภัยรอบที่ 2
เสริมถึงความร่วมมืออย่างแข็งขันผ่านเวทีเสวนา ‘สานพลัง’ มาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัย ปีใหม่ 2566 โดย นิกร จำนง รองประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม คนที่ห้า ในฐานะประธานเครือข่ายสมาชิกรัฐสภาด้านความปลอดภัยทางถนนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน วุฒิสภา และ พรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์
วงเสวนาให้ความเห็นถึงปัญหาความรุนแรงทางอุบัติเหตุของประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแต่ละปีจำนวนสูงมาก แม้ว่าสถานการณ์นับจากปี 2563 ดีขึ้นจากเดิม มีผู้เสียชีวิตลดลงจาก 20,000 คนเป็น 16,000-17,000 คน แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยปัจจัยหลักๆ มาจากคน รถ และถนน ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็กำลังเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เนื่องจากมีการลดมาตรการที่เคยเข้มงวดช่วงโรคระบาด จึงค่อนข้างชัดเจนว่า ยอดผู้เสียชีวิตบนท้องถนนของประเทศไทยปี 2565 จะกลับมาสูงกว่าปี 2563 กับปี 2564

จากที่มีการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย จึงได้ข้อสรุปว่า ลำพังหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการนโยบายความปลอดภัยทางถนนแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยฯ สำนักงานตำรวจ ฯลฯ ก็ไม่อาจขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายทศวรรษแห่งความปลอดภัยรอบที่ 2 ปี 2564-2573 ของยูเอ็น ด้วยข้อจำกัดเรื่องของงบประมาณ กำลังคน และกฎระเบียบของราชการ ฯลฯ จึงเป็นเหตุผลที่ต้องรวมตัวทำงานกันเป็นภาคีเครือข่าย
เพราะแต่ละปีมีคนตายเป็นหมื่นจากอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเล็ก เพียงแต่คนไทยชินกับปัญหาจนมองว่าไม่ใช่ปัญหา ควรต้องเปลี่ยนความคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เพราะวันหนึ่งอาจเกิดกับคนในครอบครัวของเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความปลอดภัยทางถนน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่รถหรือเดินถนน
และหากคนในสังคมมีจิตสำนึกที่จะร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง ในทศวรรษแห่งความปลอดภัยรอบที่ 2 จะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้ครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน