อันดับเครดิต (credit rating) ถือเป็นการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ ทั้งยังเป็นตัวบ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้และสะท้อนความเสี่ยง ยิ่งตราสารหนี้ที่อันดับเครดิตสูง ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้จะยิ่งต่ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนสามารถใช้อันดับเครดิต หรืออันดับเรทติ้งนี้ เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ ได้

ดังนั้น ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) บริษัทที่ได้รับการยอมรับให้เป็นสถาบันจัดอันดับเครดิตที่มีมาตรฐานและความเป็นมืออาชีพในระดับสูง จึงได้มีการขยับอันดับเครดิตองค์กรของ ‘บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘GULF’ สู่ระดับ ‘A+’ และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน สู่ ‘A’ ขณะที่ แนวโน้มอันดับเครดิต ‘Stable’ หรือ ‘คงที่’

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตดังกล่าว สะท้อนการเพิ่มขึ้นสำหรับกระแสเงินสดของบริษัท จากการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producer — IPP) โดยกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันจากภาระหนี้ และยังสะท้อนถึงสถานะของกัลฟ์ที่เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตไฟฟ้าของไทย ตลอดจนการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ผลงานการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าได้รับการยอมรับ รวมถึงกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ในระดับสูงจากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.

กระแสเงินสดเพิ่มขึ้น-แรงกดดันจากภาระหนี้ลดลง

ทริสเรทติ้ง คาดการณ์ว่า กระแสเงินสดของกัลฟ์จะยังคงอยู่ในช่วงเติบโตในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยโรงไฟฟ้า IPP ขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่งของบริษัทที่มีกำลังการผลิตติดตั้ง เมื่อคิดตามสัดส่วนการลงทุนรวมกันประมาณ 3,700 เมกะวัตต์นั้น จะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันกำลังการผลิตจำนวนครึ่งหนึ่งได้ดำเนินการจ่ายไฟแล้ว และมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ ทริสเรทติ้งเชื่อว่ากำลังการผลิตส่วนที่เหลือจะสามารถเปิดดำเนินงานในปี 2566-2567 ได้ตามกำหนดการ รวมถึงกำลังการผลิตติดตั้งรวมตามสัดส่วนการลงทุนของโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินงานแล้วของบริษัท จะเพิ่มขึ้นเป็น 8,700 เมกะวัตต์ในอีก 3 ปีข้างหน้าจาก 4,966 เมกะวัตต์ ในเดือนธันวาคม 2565 ซึ่งกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวอาจช่วยให้รายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.15 แสนล้านบาทในปี 2568 จากประมาณ 1 แสนล้านบาทในปี 2565

ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของบริษัทน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.1 หมื่นล้านบาทในปี 2568 จากประมาณ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2565 โดยอัตราส่วน EBITDA Margin (EBITDA ต่อรายได้) ของบริษัทน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่า 30% ในช่วงประมาณการ ทั้งนี้ บริษัทจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมเพียงประมาณ 10% ของรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับผลกระทบในเชิงลบจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติในระดับที่จำกัด

ซึ่งทริสเรทติ้ง คาดว่า กัลฟ์จะได้รับเงินปันผลจำนวน 4-6 พันล้านบาทต่อปีจาก บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ในช่วงปี 2566-2568 โดยได้รับเงินปันผลพิเศษประมาณ 2 พันล้านบาทในปี 2566 โดยเงินปันผลจำนวนดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นคงต่อกระแสเงินสดของบริษัท และเชื่อว่าระดับการก่อหนี้ของบริษัทได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว

แม้บริษัทจะยังคงมีการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว แต่กระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 7 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากระดับเกือบ 10 เท่าในปี 2564 ทริสเรทติ้งคาดว่างบลงทุนรวมของบริษัทจะอยู่ในช่วง 2-4 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2566-2568

นอกจากนี้ ทริสเรทติ้ง ยังคาดหมายว่า กัลฟ์จะควบคุมระดับการก่อหนี้ โดยเมื่อไม่นานมานี้บริษัทได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังลมนอกชายฝั่งแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนีลง เหลือ 25% จาก 50% ซึ่งเงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้นจำนวน 305 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท จะช่วยให้บริษัทบริหารจัดการภาระหนี้สินได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บริษัทขยายการลงทุนอย่างรวดเร็ว และยังทำให้บริษัทไม่ต้องนับรวมหนี้ของโรงไฟฟ้าดังกล่าวจำนวน 541 ล้านยูโร หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เข้ามาในงบการเงินอีกด้วย

ธุรกิจผลิตไฟฟ้าถือเป็นการกระจายการลงทุนที่ดี

สำหรับการลงทุนในโรงไฟฟ้าของกัลฟ์นั้นมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี โดยบริษัทลงทุนในโรงไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 30 แห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ถือเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัทโดยคิดเป็นสัดส่วน 93% ของกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดหรืออยู่ที่ขนาด 8,057 เมกะวัตต์

ขณะที่กำลังการผลิตส่วนที่เหลืออีก 565 เมกะวัตต์มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนซึ่งประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์และพลังลมหลายแห่งในประเทศเวียดนาม (229 เมกะวัตต์) โรงไฟฟ้าพลังลม 1 แห่งในประเทศเยอรมนี (116 เมกะวัตต์) รวมถึงโรงไฟฟ้าชีวมวล 1 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังลมและโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอีกหลายแห่งในประเทศไทย (221 เมกะวัตต์)

โดยกัลฟ์มีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 30% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 จากประมาณ 8% ในปัจจุบัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ทั้งนี้บริษัทจะต้องมีกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีกประมาณ 5,000 เมกะวัตต์จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทได้ซื้อหุ้นในสัดส่วน 50% ใน บริษัท กัลฟ์ กันกุล คอร์เปอเรชั่น จำกัด ที่เป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) เจ้าของโรงไฟฟ้าพลังลมขนาดกำลังการผลิต 178 เมกะวัตต์ในประเทศไทย

นอกจากนี้ การจัดอันดับเครดิตสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ในระดับสูงจากโรงไฟฟ้าของบริษัทอันเนื่องมาจากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่มีกลไกในการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิง ปัจจุบันบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าประมาณ 90% ของกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนแก่ กฟผ. ภายใต้โครงการ SPP และ IPP โดยแต่ละสัญญาที่ทำกับ กฟผ. มีอายุ 25 ปีนับจากวันที่โรงไฟฟ้าเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์

สร้างโอกาสเติบโตจากการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

ด้านความเสี่ยงจากการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ ทริสเรทติ้ง คาดว่า กัลฟ์จะยังคงขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยคิดเป็นสัดส่วน 10%-20% ของการลงทุนทั้งหมดของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้จะสร้างโอกาสในการเติบโตแต่การลงทุนในต่างประเทศแต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตรวดเร็วอย่างประเทศเวียดนาม

ซึ่งความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ การบังคับใช้สัญญา โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ และสถานะเครดิตของคู่สัญญาที่ซื้อขายไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม กัลฟ์อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์โรงไฟฟ้ารวมของบริษัท โดยปัจจุบันเงินลงทุนในประเทศเวียดนามคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 3% ของเงินลงทุนในโรงไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัท

ขยายธุรกิจสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัล

นอกจากนี้ กัลฟ์ยังมีศักยภาพในการขยายธุรกิจไปสู่การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัล ทั้งขยายกิจการไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัล โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership — PPP) กับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยมี บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน

ทั้งนี้ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด โดยเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยงานออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (งานขุดลอกและถมทะเล) และงานก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะได้รับผลตอบแทนปีละประมาณ 1 พันล้านบาทจาก กนอ. เป็นเวลา 30 ปีหลังจากงานออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จ ซึ่งกำหนดไว้ในปี 2567

ไม่เพียงเท่านั้น กัลฟ์ยังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ซึ่งมีกิจการร่วมค้าจีพีซี (GPC) เป็นผู้ดำเนินการอีกด้วย โครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และกิจการร่วมค้า GPC ซึ่งประกอบด้วยบริษัท รวมทั้ง บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล และ China Harbour Engineering Co., Ltd. (CHEC) มีหน้าที่ในการออกแบบ ก่อสร้าง และดำเนินการในส่วนของท่าเรือ F1 และ F2

โครงการดังกล่าวนี้มีความเสี่ยงในด้านการตลาด เนื่องจากผลการดำเนินงานจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์ในการขนส่งสินค้า ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมทุนบริษัทจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากกิจการร่วมค้าดังกล่าว และทริสเรทติ้ง คาดว่า บริษัทจะพยายามลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์ลงให้มากที่สุด เมื่อพิจารณาจากนโยบายของบริษัทที่เน้นการลงทุนในโครงการที่สร้างผลกำไรคงที่และมีกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้

รวมถึงกัลฟ์ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการมอเตอร์เวย์จำนวน 2 สาย (สาย M6 และ M81) โดยมีกิจการร่วมค้าบีจีเอสอาร์ (BGSR) ซึ่งประกอบด้วยกัลฟ์ ร่วมกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ โครงการดังกล่าวจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 1.26 หมื่นล้านบาทเพื่อออกแบบและติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทาง ระบบจัดการจราจร และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ (ระยะที่ 1) รวมถึงดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ (ระยะที่ 2)

อีกทั้งกัลฟ์ยังเข้าซื้อหุ้น INTUCH ในสัดส่วน 46.57% เพื่อเปิดทางสู่โอกาสใหม่ๆ ในธุรกิจด้านโทรคมนาคมและดิจิทัล โดยการซื้อหุ้นครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มรายได้จากเงินปันผล แต่ยังเปิดโอกาสให้บริษัทได้ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลแพลตฟอร์มที่มีอยู่ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM อีกด้วย ซึ่งดิจิทัลแพลตฟอร์มดังกล่าว จะช่วยสนับสนุนการขายไฟฟ้าในตลาดกลาง หากภาครัฐมีการอนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้โดยตรงในอนาคต

ตลอดจน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจหรือ MOU ร่วมกับ Singapore Telecommunications Ltd. หรือ SINGTEL เพื่อร่วมมือกันศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจศูนย์ข้อมูล และร่วมกับกลุ่ม Binance เพื่อพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือกันดังกล่าวน่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บริหารสภาพคล่องทางการเงินอย่างเหมาะสม สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ

เมื่อเดือนกันยายน 2565 กัลฟ์มีวงเงินกู้ยืมที่ยังไม่ได้เบิกใช้รวมทั้งเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมกันจำนวนประมาณ 5.9 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัท คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทต้องชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะยาวและหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดรวมกันที่จำนวน 2.46 หมื่นล้านบาท

โดยทริสเรทติ้งคาดว่า กัลฟ์จะสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างเหมาะสม จากสมมติฐานกรณีพื้นฐานกำลังการผลิตติดตั้งรวมของโรงไฟฟ้าที่คิดตามสัดส่วนการลงทุนและเปิดดำเนินงานแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,700 เมกะวัตต์ในอีก 3 ปีข้างหน้า รายได้จากการดำเนินงานรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.15 แสนล้านบาทในปี 2568 อัตราส่วน EBITDA Margin จะทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่า 30% ในช่วงปี 2566-2568 เงินลงทุนรวมจะอยู่ในช่วง 2-4 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ แนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ ยังสะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่า โรงไฟฟ้าที่กัลฟ์เปิดดำเนินงานแล้วจะผลิตไฟฟ้าได้อย่างราบรื่นและสร้างกระแสเงินสดตามแผน ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินงานได้ตามกำหนดการ อีกทั้งแผนการเติบโตของบริษัทจะไม่ทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงจากระดับปัจจุบัน

กล่าวได้ว่า การปรับเพิ่มอันดับเครดิตดังกล่าวของ ‘บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)’ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำธุรกิจผลิตไฟฟ้าของไทย ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดของบริษัท ตลอดจนการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี และผลงานเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน