ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยมีภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 32 “แคมโบเดีย 2023” ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ช่วงระหว่าง

วันที่ 5-17 พฤษภาคมนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังสร้างผลงานที่ดีในมหกรรมกีฬาอาเซียนครั้งนี้

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมของทัพนักกีฬาไทย

ได้ดำเนินการเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬาระยะเวลาถึง 10 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว จนถึงเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเตรียมพร้อมทำศึกซีเกมส์ 2023 โดยได้เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา และสภาพความฟิตของร่างกาย โดยได้ทดสอบสมรรถภาพทั้งหมด 3 ครั้ง ถ้านักกีฬาไม่มีผลดี หรือดีมาก จะถูกตัดชื่อออกทันที

“บิ๊กก้อง” ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมนักกีฬาทีมชาติไทย ระบุว่า ซีเกมส์เป็นอีเวนต์กีฬาที่คนไทยติดตามมากที่สุด ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้มีชนิดกีฬาค่อนข้างเยอะ ถือเป็นซีเกมส์ที่มีการชิงชัยเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในส่วนการเตรียมความพร้อมของทัพนักกีฬาไทยนั้น กกท.ได้ประสานสมาคมกีฬาต่างๆ มีการเก็บตัวฝึกซ้อมต่อเนื่อง โดยอยู่ในแผนการเก็บตัวแบบ เนชั่นแนล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ (NTC) ให้กินนอนซ้อมด้วยกัน แต่บางชนิดกีฬาที่เป็นอาชีพยังมีข้อจำกัดอยู่

ผู้ว่าการ กกท.ยังกล่าวถึงความคาดหวังของทัพไทยในซีเกมส์ครั้งนี้ว่า คนไทยก็มีความคาดหวังอยู่แล้วว่าทัพนักกีฬาไทยจะทำผลงานได้ดี อย่างเช่นฟุตบอลจะต้องเป็นแชมป์ แต่เราไม่สามารถคาดเดาได้ อย่างไรก็ตาม จากการที่ กกท.ได้วิเคราะห์ประเมินความคาดหวังของทัพไทยอยู่ที่คว้า 164 เหรียญทอง เราได้ดูตามบริบทว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งเรื่องสนาม และเรื่องผู้ตัดสิน เราวิเคราะห์ตามสมมุติฐานเหล่านั้น แต่พอไปแข่งขันจริงมีปัจจัยอื่นๆ อีกเยอะ

“เราไม่รู้หรอกว่ามาตรฐานของการแข่งขันจะเป็นแบบที่เราคิดไว้หรือไม่ บรรยากาศการแข่งขันเป็นอย่างไร เราก็เลยสรุปไม่ได้ แต่เราก็จะพยายามทำผลงานให้ถึงตามเป้าหมายอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้เยอะ ในสถานการณ์จริงหน้างานก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป้าหมาย 164 เหรียญทอง ก็เป็นการวิเคราะห์จากสมาคมกีฬาต่างๆ โดยได้ดูสถิติ และสิ่งต่างๆ ส่วนปัจจัยเสี่ยงเราวิเคราะห์จากแต่ละชนิดกีฬาว่ามีอีเวนต์อะไรบ้าง ซึ่งทำให้เรามีความเสียเปรียบไปตั้งแต่ตอนแรกก่อนจะแข่งขันแล้ว”

ดร.ก้องศักดกล่าวว่า เป้าหมายในซีเกมส์ครั้งนี้ของเราก็คงต้องเป็นเจ้ากีฬาสากล แต่เราก็จะเจาะลึกลงไปในแต่ละอีเวนต์ด้วย ไม่ใช่คำว่ากีฬาสากลในครั้งนี้จะเป็นสากลอย่างแท้จริง เพราะบางทีชื่อชนิดกีฬาเป็นสากล แต่ไส้ในเนื้อในอีเวนต์ไม่เป็นสากล อย่างนี้เราก็จะต้องดูด้วย ต้องชี้แจงให้พี่น้องคนไทยได้เข้าใจว่าที่เราจะเน้นจริงๆ คือกีฬา หรืออีเวนต์ที่ต่อยอดไปสู่เอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ต่อไปได้

“บิ๊กก้อง” กล่าวอีกว่า ทัพนักกีฬาไทยไม่สามารถที่จะส่งเข้าร่วมชิงชัยได้เต็มศักยภาพ เนื่องจากบางชนิดกีฬาบางอีเวนต์ในรุ่นที่เรามีความหวังจะต่อยอดไปเอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ ปรากฏว่าไม่มีแข่งในซีเกมส์ครั้งนี้ ทำให้เราเสียดายโอกาส แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของทางเจ้าภาพ เราก็ต้องอยู่ในบริบทของเจ้าภาพเขา แต่เราก็เสียดายในหลายชนิดกีฬาที่เราได้เตรียมนักกีฬาในการแข่งขันระดับที่สูงขึ้นไป ไม่มีโอกาสได้แข่งขัน เพราะเขาไม่มีรุ่นนั้น เขาจำกัดรุ่น

“อย่างไรก็ตาม เราจะพยายามไม่ไปแตะสิ่งที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งก็ให้เป็นไปตามกฎกติกาเขา ถือเป็นสิทธิของเจ้าภาพในการดำเนินการจัดการแข่งขัน ผมเองก็ไม่ได้อยากที่จะให้มันเป็นกระแสในเรื่องที่จะไปกระทบต่อสิ่งต่างๆ เพราะเราก็ต้องยอมรับในกติกา ตอนนี้ทุกอย่างมันเดินหน้าแล้ว เปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว ตอนนี้ทำหน้าที่ของเรา ก็คือ กีฬาที่เราส่งไปแข่งขัน เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง”

ดร.ก้องศักดกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ กกท.ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และคณะกรรมการจัดการแข่งขันซีเกมส์ 2023 เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเจ้าภาพที่จะปรับปรุงสิ่งต่างๆ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจในเรื่องของข้อจำกัดเรื่องเวลาและสิ่งอื่นๆ เราก็เชื่อว่าทางกัมพูชาได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว อย่างเช่นในเรื่องของที่พักนักกีฬา ก็ได้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างกัน และส่งสัญญาณให้กับประเทศไทยทราบว่าที่พักอาจจะไม่เพียงพอ

“กัมพูชาสร้างที่พักไม่ทันต่อความต้องการของจำนวนนักกีฬา แต่เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ รวมทั้งเรื่องของการเดินทางเช่นกัน ซึ่งปัญหาต่างๆ ถูกสื่อสารไปยังกัมพูชาแล้ว และเรื่องผู้ตัดสินที่มีกระแสข่าวจะมีแต่ชาวกัมพูชาเท่านั้น ตรงนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่า มีการหารือกับแต่ละสหพันธ์กีฬานานาชาติต้องใช้ผู้ตัดสินที่มีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับ ถือว่าเราก็คลายกังวลไปได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเราจะประมาทไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงสถานการณ์จริง”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทัพนักกีฬาไทย ผู้ว่าการ กกท.ยืนยันว่า กกท.ได้ประชุมวางแผนร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เพื่อเตรียมแผนรองรับและแก้ปัญหาต่างๆ หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นมา โดยจะมี “ไทยเฮาส์” เดินหน้าทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับทัพนักกีฬาไทยในศึกซีเกมส์ครั้งนี้

“ที่ผ่านมากัมพูชาได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นอย่างดี แม้หมู่บ้านนักกีฬาจะรองรับนักกีฬา

ไม่เพียงพอ แต่ก็ได้จัดหาโรงแรมที่พักเข้ามาเพิ่มเติม ขณะที่ไทยเรา เมื่อทราบว่ามีปัญหา กกท.ก็ได้ประสานงาน

กับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ในทันที โดย กกท.จะจัดตั้งไทยเฮาส์ขึ้นมาในช่วงการแข่งขัน ที่กรุงพนมเปญ เหมือนเช่นมหกรรมกีฬารายการต่างๆ เพื่อคอยดูแลนักกีฬาในทุกด้าน เป็นศูนย์รวม ทั้งการประสานงาน และดูแลด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ดีที่สุด รวมทั้งแก้ปัญหาต่างๆ ด้วย”

จากการดำเนินการเตรียมความพร้อมทัพไทยตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 เดือน ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีการดูแลนักกีฬาอย่างต่อเนื่อง ไปจนกระทั่งถึงช่วงการแข่งขัน ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าทัพนักกีฬาไทยจะสามารถทำผลงานได้ดีในกีฬาซีเกมส์ 2023

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาจจะไปไม่ถึงการครอง เจ้าเหรียญทองซีเกมส์ 2023 จากปัจจัยต่างๆ แต่ยังมั่นใจว่าทัพไทยจะก้าวไปครองเจ้ากีฬาสากลได้ตามเป้าหมาย เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จไปสู่มหกรรมกีฬาที่ใหญ่ขึ้นต่อไปทั้งเอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์…

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน