ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในสังคมไทย คือการให้บริการด้านสาธารณสุข แม้ว่าเราจะมีสิทธิในด้านการรักษาพยาบาลทั้งจากสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาท แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
เช่นเดียวกับปัญหาสุขภาพของคนที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ และความพิการเกี่ยวกับใบหน้า ที่หากย้อนกลับไปจะพบว่าการเข้าถึงการรักษานั้นมีอุปสรรคไม่ใช่น้อย
มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Thailand) นับเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น มูลนิธิก็พร้อมก้าวสู่พันธกิจใหม่ นั่นคือการขยายความช่วยเหลือภารกิจด้านการรักษาไปสู่ผู้ป่วยแผลไหม้ ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญมากในการส่งต่อโอกาสและ ของคนไข้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสให้กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งหนึ่ง
ล่าสุด มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ได้จัดงาน “เส้นทางรอยยิ้มของคุณอานันท์ ปันยารชุน ( Smile Journey with Khun Anand Panyarachun) เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของมูลนิธิ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยมีพันธกิจหลักในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดจน เส้นทางเบื้องหลังการสร้างรอยยิ้มของคุณอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ ในการมอบรอยยิ้มเปลี่ยนชีวิตผู้ป่วย ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ โดยเฉพาะความต้องการที่จะสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยยากไร้ทั่วประเทศไทยได้เข้าถึงการรักษาและมีสุขภาพที่ดี
คุณอานันท์ ปันยารชุน ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เล่าว่า เส้นทางรอยยิ้มที่เกิดขึ้นในวัย 91ปี พร้อมสุขภาพกาย ใจที่แช็งแรงนั้นมาจากลูกสาวทั้งสองคน
“เมื่อก่อนตั้งแต่ผมเป็นเด็ก จนมาเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ จริงๆ แล้วไม่ได้ยิ้มเก่ง แต่เป็นคนค่อนข้างขรึม ผมมาเริ่มยิ้มตอนที่เป็นนายกรัฐนตรี เวลาผมให้สัมภาษณ์หน้าจะเครืงเครียด วันหนึ่งกลับมาบ้านแล้วลูกสาว 2 คนบอกว่า พ่อๆ เวลาพ่อให้สัมภาษณ์พ่อยิ้มหน่อยสิ ผมเป็นคนเชื่อลูกสาวตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมยิ้มเรื่อยเลย อันนี้เป็นจุดกำเนิดของรอยยิ้มผม”
อดีตนายกรัฐมนตรีบอกเล่าที่มาของรอยยิ้ม พร้อมอารมณ์ขัน และเล่าว่าเนื่องจากอยู่ต่างประเทศมานานพอได้กลับมาเมืองไทย มาทำงานการเมืองทำให้รู้จักเมืองไทยและคนไทยมากขึ้น ที่สำคัญคือได้เห็นความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ทำให้มีความคิดที่อยากช่วยเหลือในส่วนที่ทำได้
“จริงๆ แล้วเรื่องรอยยิ้มมันก็เป็นธรรมชาติของคนไทยอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันคนยิ้มน้อยลง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราอยากสร้างรอยยิ้ม ส่วนรอยยิ้มของผมนั้นเกิดจากเวลาที่พบประชาชน ผมคิดว่าผมสามารถสัมผัสกับจิตใจเขาได้ คิดว่าเข้าถึงจิตใจเขาได้ จึงทำให้เรายิ้มได้ง่าย เราไม่ได้มองว่าใครเป็นศัตรู ไม่ได้มองว่าใครที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากเรา เราไม่สนใจแต่เราสนใจความเป็นมนุษย์ ถ้าเราให้ความรู้สึกอันนี้ สามารถสื่อสารถึงเขาได้ เราก็จะได้รับการตอบสนอง เมื่อเราได้รับการตอบสนองอย่างสมหวังมันก็ยิ่งยิ้มออกมาโดยธรรมชาติ” ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิสร้างรอยยิ้มกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้เล่าย้อนไปถึงการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนมูลนิธิ ซึ่งท่านบอกว่า เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุโดยตอนนั้น มูลนิธิฮิลตัน ที่ก่อตั้งโดยนายแพทย์วิลเลียม แมกกี มหาเศรษฐีโรงแรมกลุ่มฮิลตัน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อจะให้รางวัลภาคเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ เขาจึงเชิญคุณอานันท์ไปเป็นคณะกรรมการ 1 ใน 5 คน

“ตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นนายก ปีนั้นเราก็ได้เลือก Operation Smile ของอเมริกาให้ได้รับรางวัล และผมก็ได้เห็นการทำงาน เกิดความซาบซึ้ง และคิดว่าทำไมเมืองไทยไม่มีองค์กรแบบนี้ แต่ผมก็เห็นคุณพ่อในช่วงที่มีชีวิตอยู่ที่ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือคนตาบอด และเห็นพ่อแม่ผมชอบช่วยเหลือคนที่ยากลำบาก ผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่ฝังอยู่ในสมอง แม้ไม่ใช่คนร่ำรวย แต่จิตใจของการแบ่งปันนั้นฝังแน่น ผมไม่อยากให้มองว่าเป็นการให้เพื่อการกุศล ไม่ได้อยากให้มองแบบนั้น แต่อยากให้มองว่าการให้นั้นให้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น”
พร้อมเน้นย้ำว่า จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่มักจะมองแต่ความทุกข์ทางกาย แต่จริงๆ ทุกข์ทางใจนั้นหนักกว่า อย่าง Operation Smile ที่ช่วยเหลือเด็กปากแหว่งเพาดานโหว่ ถ้าเผื่อเราสามารถรักษาให้เขาหายจากความพิการบนใบหน้า รอยยิ้มก็จะเกิดขึ้นบนใบหน้าเด็ก เกิดขึ้นกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อนฝูง และยังเกิดกับผู้ให้
“ใครก็ตามที่มีส่วนร่วมทำให้สังคมของเรามีคนที่ยิ้มมากขึ้น อันนั้นจะเป็นบุญอย่างมาก แต่จะเป็นการให้โดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งสามารถทำในวันนี้ได้วันนี้เลย โดยเฉพาะตอนนี้สถานการณ์ปากแหว่งเพดานโหว่เริ่มดีขึ้น มีองค์กรต่างๆ ระดมร่วมมือกันมากขึ้น เช่น สภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น แต่ยังมีปัญหาทางสุขภาพอีกอย่างหนึ่งที่ยังต้องได้รับการดูแลก็คือแผลไหม้ ซึ่งอันนี้ก็เหมือนกับปากแหว่งเพดานโหว่ที่สร้างทุกข์ทางใจให้เขาเป็นอย่างมาก การรักษาอาจจะยากกว่า แต่เมื่อรักษาได้เขาก็สามารถมีรอยยิ้มได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่หายโดยสมบูรณ์ก็ตาม” คุณอานันท์กล่าวทิ้งท้าย

ด้านทันตแพทย์หญิงยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธานมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม กล่าวว่า หากย้อนไปเมื่อ 26 ปีที่ผ่านมา วันที่ Operation Smile International ได้เข้ามาออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ยังมีคุณหมออาสาสมัครชาวต่างชาติ เข้ามาร่วมผ่าตัดกับคุณหมอชาวไทย จนวันนี้เรามีคุณหมออาสาสมัครทางการแพทย์คนไทย จากหลากหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยจำนวนมากที่ร่วมกันส่งมอบรอยยิ้มและการผ่าตัดที่ปลอดภัย จากวันนั้น จนวันนี้ มูลนิธิได้มอบ “รอยยิ้ม” ให้กับผู้ป่วยยากไร้ ไปแล้วนับหมื่นคน ผ่านการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่กว่า 90 ครั้ง และช่วยเหลือผ่านโรงพยาบาลพันธมิตรกว่า 20 โรงพยาบาล ทั่วประเทศไทย โดยได้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัวไปแล้วหลายพันครอบครัว
“ในวันนี้มูลนิธิสร้างรอยยิ้มมีพันธกิจใหม่ คือ การมอบความช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยแผลไหม้ โดยอันที่จริงมูลนิธิเองได้ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้มาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ได้สื่อสาร ในวงกว้าง โดยในปีนี้ เรามีเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยแผลไหม้ เพราะเราเล็งเห็นถึงความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย เพราะบาดแผลไฟไหม้ ได้สร้างความทุกข์ให้กับทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว หลายคนไม่สามารถมีชีวิตที่ปกติ หลายคุนทุพพลภาพ หลายคนไม่สามารถทำงานเลี้ยงชีพได้โดยสิ่งที่เราช่วยเหลือ คือการช่วยผ่าตัดรักษาให้กับผู้ป่วยที่ติดต่อเข้ามา และการสนับสนุนค่ารักษา รวมทั้งอุปกรณ์ผ่าตัดผ่านทางโรงพยาบาลพันธมิตรที่มี Burn Unit และการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพราะเราอยากจะให้ผู้ป่วยแผลไหม้ ได้กลับมามีรอยยิ้ม มีชีวิตที่ปกติอีกครั้ง มูลนิธิจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนการรักษาและสนับสนุนอุปกรณ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านโรงพยาบาลพันธมิตรและผู้ป่วยรายบุคคลที่มูลนิธิได้รับการติดต่อมา”

รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ภาคสนามและนายกสมาคมแผลไหม้แห่งประเทศไทย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่ได้เข้ามาร่วมงานมูลนิธิ เริ่มตั้งแต่การเป็นแพทย์ประจำบ้าน มีอาจารย์ผู้ใหญ่บอกให้มาช่วยก็มาช่วย สิ่งที่เราทำต่อมาก็คือการชักชวนน้องๆ วิสัญญีแพทย์ พยาบาล มาช่วยเหลือกัน เพราะงานเหล่านี้สำเร็จด้วยหมอเพียงคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมเข้ามา เราเริ่มผ่าตัดแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อมูลนิธิเรามีความพร้อมมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น นอกจากเด็กที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ และความพิการเกี่ยวกับใบหน้า ต่อมาเราพบว่ายังมีความพิการอื่นๆ จนกระทั่งปัจจุบันเราพบว่าความผิดปกติหลายอย่างที่เราพบส่วนหนึ่งมาจากบาดแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ซึ่งเราก็พยายามช่วยเหลือโดยการผ่าตัดแก้ไขให้กลับมาใกล้เคียงกับปกติ และน่าจะเป็นเรื่องดีถ้าเราได้ ช่วยเหลือเพิ่มเติมในกรณีที่คนไข้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง อันนี้เป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจของพวกเรา ซึ่งทั้งหมดจะประสบความสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกท่าน
“ทุกปีจะมีผู้ป่วยแผลไหม้ประมาณ 20,000 ราย และประมาณ 4,000 ราย เป็นผู้ป่วยแผลไหม้รุนแรง หากผู้ป่วยที่มีแผลไหม้ เกิน 25% ของพื้นผิวบริเวณที่บอบบาง มีแนวโน้มจะเสียชีวิตสูงกว่าปกติ นอกจากนี้การรักษาช่วยผู้ป่วยแผลไหม้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะนอกจากจะช่วยให้แผลหายไวแล้ว ยังจะช่วยร่นระยะเวลาในการรักษาด้วย ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วยมาก”

รศ.นพ.อภิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มูลนิธิมีแนวทางในการมอบการผ่าตัดรักษาช่วยเหลือ ผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกโดย โดยมีโครงการสนับสนุนอุปกรณ์และเวชภัณฑ์เพื่อผู้ป่วยจากแผลไฟไหม้น้้าร้อนลวก (Burn Aid Project) เช่น อุปกรณ์เครื่องตัดเนื้อเยื่อตายด้วยแรงขับเคลื่อนของน้้า (Versajet Hydro Surgery Console), ผ้ายืดรัดแผลเป็นนูน (Pressure Garment), แผ่นแปะแผลสำหรับแผลติดเชื้อ (ACTi coat) เป็นต้น เพื่อช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดความเจ็บปวดและร่นระยะเวลาในการรักษาให้สั้นลงได้ ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ที่ดีขึ้นและแผลหายเร็วขึ้น โดยมูลนิธิฯ ตั้งเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยผ่านโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ ในปีนี้ 4 โรงพยาบาลคือ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัด เชียงราย โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น
“นอกจากนี้ มูลนิธิยังมอบความช่วยเหลือให้กับกลุ่มผู้ป่วยด้อยโอกาส รายบุคคลที่ประสบเหตุแผลไหม้ ยึดติดหดรั้ง และความผิดปกติบนใบหน้า ที่มีขั้นตอน กระบวนการ และระยะเวลาการรักษามากกว่าปกติ โดยผู้ป่วยบางรายติดต่อมาที่มูลนิธิโดยตรง หรือบางรายเป็นผู้ป่วยที่ติดต่อผ่านทางโรงพยาบาลพันธมิตรอีกด้วย” นายกสมาคมแผลไหม้แห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้าย
งานในครั้งนี้ ยังมีการเผยแพร่ภาพยนตร์สื่อเรื่องราวการช่วยเหลือผู้ป่วยแผลไหม้ โดย โตโน่ – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ศิลปินจิตอาสาร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ รวมทั้งมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ดาราที่ช่วยเหลือมูลนิธิ

“หนึ่งใน case study ก็คือน้องต้นไม้ที่เกิดอุบัติเหตุจนเกิดแผลหดรั้ง ซึ่งเมื่อมูลนิธิเข้าไปช่วยเหลือทำให้น้องสามารถยืดแขน ยืดขา และใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากขึ้น สร้างรอยยิ้มที่ไม่ใช่แค่รอยยิ้ม แต่เป็นภาพแห่งความสุข ในการช่วยเหลือผู้ป่วยไฟไหม้มากยิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญคือการสนับสนุนจากหลายๆ ภาคส่วน ในการร่วมกันบริจาค ส่วนตัวคิดว่า อะไรที่พอช่วยได้ก็จะช่วย และรู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยแผลไหม้ แม้ว่าจะเป็นส่วนเล็กๆ ทีได้มาร่วมกับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม แต่ก็หวังว่า เราจะได้ช่วยเหลือพี่น้องที่มีปัญหาจากอุบัติเหตุแผลไหม้ทั่วประเทศให้ได้กลับมามารอยยิ้ม และทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง” โตโน่กล่าว
สำหรับผู้ที่ต้องการส่งมอบ “รอยยิ้ม” ให้กับผู้ป่วยแผลไหม้ ให้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ สามารถร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาบิ๊กซีพระราม4 บัญชีเลขที่ 269-2-21984-9โดยทุกการบริจาคจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า