พาย้อนรอยเส้นทางยางพาราจังหวัดยะลา ยางพรีเมียมคุณภาพจากข้อได้เปรียบทางสภาพภูมิประเทศเฉพาะตัว จากพืชสวนหลังบ้านสู่ธุรกิจยั่งยืน 100 ปี ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ประเทศมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท

ต้นทุนทางธรรมชาติ จุดแข็งยะลาคว้าเบอร์ต้นของไทย

ปัจจุบันประเทศไทยคือหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางพาราที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีพื้นที่ปลูกยางครอบคลุมกว่า 60 จังหวัด รวมกว่า 22 ล้านไร่ และกว่าร้อยละ 58 ของพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในภาคใต้ แต่มีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้นที่ถูกยกให้เป็นแหล่งยางพาราคุณภาพที่ตลาดโลกให้การยอมรับ และหนึ่งในนั้นคือ จังหวัดยะลา ผู้ผลิตยางพาราอันดับที่ 5 ของไทย

เรามีพื้นที่ปลูกยางอยู่ราว 1.2 ล้านไร่ มีผลผลิตกว่า 2.5 แสนตัน สร้างมูลค่าให้กับจังหวัดยะลา คิดเป็นมูลค่าราว 3 หมื่นกว่าล้านบาท ด้วยสภาพพื้นที่การเกษตรของยะลาเหมาะสมกับการปลูกยางพาราอย่างมาก ทั้งเนื้อดินและสภาพภูมิอากาศ ทำให้ต้นยางพาราเจริญเติบโตได้ดี มีการวิจัยออกมาว่ายางพาราของจังหวัดยะลามีคุณภาพออกมาดีที่สุด ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบตั้งแต่ในเรื่องของสภาพพื้นที่ ประกอบกับต้นยางที่มีอายุนานกว่า 15 ปี และตัวเกษตรกรเองที่มีความชำนาญ ผอ.การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดยะลา กล่าว

พนัสพล โกสิยาภรณ์ ผู้อำนวยการ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดยะลา อธิบายต่อว่า เกษตรกรชาวยะลา 70% ปลูกยางพารา เกี่ยวข้องกับครัวเรือนมากกว่า 60,000 ราย ยางพาราจึงมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดยะลาเป็นอย่างมาก สร้างเศรษฐกิจต่อเนื่องในระบบอุตสาหกรรมจากยางพาราตั้งแต่น้ำยางจนถึงเนื้อไม้ โดยแต่ละปีเกษตรกรตัดไม้ยางราว 1 หมื่นไร่ เข้าสู่อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และโรงงานชีวมวลเพื่อผลิตพลังงาน ส่วนคุณภาพของยางได้ชื่อเรื่องความยืดหยุ่นเป็นเลิศ ยะลาจึงเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญที่ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งเลือกจังหวัดยะลาเป็นทำเลที่ตั้งโรงงานในธุรกิจ

จากกองทัพมด สู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

บริษัท ยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกยางแท่งรายใหญ่ของไทย ปริมาณส่งออกมากกว่า 1.6 แสนตันต่อปี เลือกจัดตั้งโรงงานที่จังหวัดยะลา เพื่อขยายธุรกิจที่ดำเนินงานมานานกว่า 70 ปีถึงปัจจุบันด้วยมองเห็นทำเลศักยภาพรวมถึงความโดดเด่นเฉพาะพื้นที่

ลี ซือ หยาง รองประธานบริหาร บริษัท ยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด เล่าว่า เริ่มขยายธุรกิจจากมาเลเซียมายังเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 เริ่มต้นจากการสร้างโรงรมควันกำลังการผลิตเพียงเดือนละ 200-300 ตัน กระทั่งขยายธุรกิจสร้างโรงงานที่ทุ่งสง นครศรีธรรมราช เป็นแห่งแรก โรงงานยะลา เป็นแห่งที่สอง ก่อนขยายไปยังนราธิวาส ปัตตานี และสงขลา ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ในหาดใหญ่ ขณะที่โรงงานยะลาเป็นสาขาที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดราว 5-6 พันตันต่อเดือน

โรงงานที่ยะลาถือว่าเป็นโรงงานต้นๆ ของบริษัท เมื่อก่อนเป็นแหล่งที่มียางเยอะและใกล้กับชายแดนไทยกับมาเลเซีย สมัยก่อนเราต้องส่งยางไปทางรถไฟเพื่อไปรวมตัวที่สิงคโปร์เพื่อตีตราตามสเปกของผู้ซื้อ ยะลาจึงนับเป็นทำเลที่เหมาะสมมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันยางส่งออกของบริษัท 80% ส่งไปยังลูกค้าบริษัทสากลที่ตั้งโรงงานในประเทศจีน ส่วนที่เหลือส่งออกไปยังประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม อเมริกา และยุโรป รองประธานฯ กล่าว

ถ้าพูดถึงยางประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ผมการันตีเลยว่า ยางประเทศไทยดีกว่ามาก ลูกค้าของเราจากหลายประเทศมาตรวจสอบยางประเทศไทยด้วยตนเอง ลูกค้าบางกลุ่มเจาะจงเลยว่าเอาวัตถุดิบเฉพาะทางภาคใต้ของเรา นี่คือข้อดี สมชาย มโนสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ยางไทยปักษ์ใต้ ย้ำถึงคุณภาพก่อนเล่าถึงศักยภาพอันโดดเด่นของจังหวัดยะลา

ยะลาเป็นพื้นที่เก่าแก่ เกษตรกรปลูกยางเป็นหลักมีความสามารถในการผลิตเป็นพื้นฐาน จึงเป็นที่มาว่าวัตถุดิบของยะลามีคุณสมบัติที่ค่อนข้างดี อีกข้อดีของยะลาก็คือ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็กซึ่งเราเรียกว่า กองทัพมด เป็นกำลังหลักสำคัญของบริษัทเรา สามารถซื้อขายกันง่าย โรงงานเคยได้วัตถุดิบในพื้นที่ 100% แต่ปัจจุบันมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงาน

ลี ซือ หยาง รองประธานบริหาร กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันยุโรปใช้ กฎระเบียบว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) โดยกำหนดว่าต้องสามารถทวนสอบผลิตภัณฑ์จากต้นน้ำถึงปลายน้ำได้ ดังนั้นผู้ผลิตจำเป็นต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สอดคล้องกับโครงการธุรกิจยางยั่งยืนอันเป็นวิสัยทัศน์ของบริษัท และกล่าวย้ำถึงความยั่งยืนของพืชเศรษฐกิจนี้ว่า

เราอยู่กับยางพารามาประมาณ 100 กว่าปีแล้ว ผ่านไปประมาณ 3 รุ่นคน ต่อไปก็ต้องอยู่ได้ แล้วสิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้ก็ต้องอยู่กับชาวสวน เพื่อความยั่งยืนทั้ง 2 ฝ่าย

ยางพารา ธุรกิจไม่มีวันจบ
ATM ของชาวสวน คุ้มค่าตั้งแต่รากถึงใบ

ผลผลิตยางพาราผ่านกระบวนการมากมายก่อนกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ประกอบการดำรงชีวิต กิตติพงษ์ เฉลียวศักดิ์ เจ้าของสวนยางพาราและนักธุรกิจศูนย์ยางรถยนต์จังหวัดยะลา อธิบายว่า ยางพาราที่ส่งออกไปสุดท้ายกลับมาเป็นยางรถยนต์ที่คนไทยใช้อยู่ทุกวัน ขณะที่ความต้องการยางรถยนต์เพิ่มจำนวนสูงขึ้นทุกปี ตนจึงมองว่า ยางพารา เป็นธุรกิจที่ไม่มีวันหมดไป

สุดท้ายเราส่งยางพาราออกไปต่างประเทศ เขาก็ทำเป็นล้อรถยนต์ส่งกลับมาขาย ล้อเส้นหนึ่งราคาค่อนข้างสูง มูลค่าค่อนข้างเยอะ สังเกตดูรถยนต์ไม่มีคำว่าลดเลย เพิ่มตลอดจากปีละแสนคันจนเป็นปีละล้านคัน ซึ่งรถแต่ละคันใช้ยางสี่เส้น สองสามปีต้องเปลี่ยนยางใหม่ เพราะฉะนั้นคำว่ายางจะไม่มีคำว่าหมดไป

เจ้าของธุรกิจรายใหญ่ที่ชาวยะลารู้จักกันดีในชื่อ ร้านเฉลียวศักดิ์ยางยนต์ นอกจากคร่ำหวอดในเรื่องยางรถยนต์แล้ว ยังมีประสบการณ์เรื่องธุรกิจยางพาราที่สืบทอดต่อจากครอบครัว จึงอธิบายถึงคุณภาพยางพาราที่ลูกค้าต้องการ

ผมอยู่กับสวนยางตั้งแต่เด็ก คุณพ่อทำธุรกิจโรงรมยางพาราส่งออกไปต่างประเทศ ส่งญี่ปุ่น จีน เกาหลี ทางโรงงานจากโยโกฮาม่า บริดจสโตน ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เซอร์เวย์มาสำรวจ เราเลยรู้ว่าสิ่งที่ญี่ปุ่นสนใจมากที่สุดก็คือ ยางที่มีความยืดหยุ่น เวลามาเซอร์เวย์เขาจะขยำยางก่อน ถ้ายางแผ่นไหนเด้งดึ๋งออกมาทันที เขาจะยกขึ้นมาดูแล้วบอกกู๊ดๆ ทั้งๆ ที่เราเดินตามหลังเห็นเศษผงเต็มไปหมดเลย เราก็ยังงงว่า แล้วกู๊ดกู๊ดตรงไหน สุดท้ายเขาก็มาเฉลยว่า เรื่องเศษผงเขาสามารถกรองได้ แต่ความยืดหยุ่นของเนื้อยางไม่สามารถที่จะมาทดแทนกันได้ ซึ่งยางที่มีความยืดหยุ่น มีสปริงค่อนข้างสูง นั่นแหละคือยางที่ดี

กิตติพงษ์ พาเดินทางไปชมสวนยางในอำเภอยะหาที่มีอายุนานร่วม 25 ปี ที่ยังสามารถกรีดจำหน่ายได้ถึงปัจจุบัน เขาย้อนความว่าก่อนเริ่มปลูกใหม่สามารถโค่นต้นยางขายได้หลายล้านบาท ทั้งต้นยางดูแลง่ายสามารถปลูกพืชแซมระหว่างต้นได้ เขามองว่ายางพาราไม่ใช่แค่พืชที่สร้างรายได้เป็นครั้งคราว แต่เป็นพืชที่แสนคุ้มค่า

ต้นยางก็เหมือนตู้ ATM เช้ามาเรากรีดยาง เราได้เงิน สร้างรายได้สม่ำเสมอถือว่าค่อนข้างดี อย่างสวนของผม คนกรีดยาง 15 วัน ก็ได้ประมาณ 7,000-10,000 บาทต่อคน ตกเดือนละไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท การปลูกยางง่ายกว่าการปลูกทุเรียน การดูแลบำรุงรักษาก็น้อยกว่า ถ้าบำรุงรักษาดีๆ ก็กรีดได้นานถึง 20-25 ปี และต้นยางคุ้มค่าหมดตั้งแต่ใบยันราก ใบ กิ่ง ก้าน ราก ส่งขายให้โรงงานไฟฟ้าทำเป็นเชื้อเพลิง หรือส่งขายให้โรงงานทำกระดานอัด ส่วนลำต้นทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ส่งออกต่างประเทศ

ธุรกิจยางพารา ผมมองว่าไม่ตายไปจากโลกนี้ สามารถทำให้รวยได้ ถ้ารู้จักการใช้จ่าย รู้จักการบริหารจัดการเงิน เขากล่าวย้ำ

ไม้ยางพารา จากเชื้อเพลิงสู่เฟอร์นิเจอร์ส่งออก

ยางพารายะลาถูกส่งต่อไปถึงภาคอุตสาหกรรมไม่เพียงเฉพาะน้ำยางเท่านั้น ไม้ยางพารายังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมไม้แปรรูปจำนวนมาก ด้วยคุณสมบัติเรื่องคุณภาพ เนื้อไม้ที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา แถมลายไม้ยังสวยงาม ได้รับความนิยมตั้งแต่ของใช้ขนาดใหญ่ เฟอร์นิเจอร์ จนถึงของใช้ขนาดเล็ก และสินค้าที่ระลึกเพื่อการท่องเที่ยว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เด่นจากยางพาราที่แพร่หลาย

บริษัท พี.เจ.37 พาราวู้ด จำกัด ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้รายใหญ่ของจังหวัดยะลา พาชมกระบวนการแปรรูปไม้ยางพารา จากลำต้นเป็นแผ่นไม้เล็กใหญ่ ต่อประกอบอย่างพิถีพิถันจนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์หลากแบบ สุทัศน์ คลองรั้ว ผู้จัดการฝ่ายผลิต กล่าวยืนยันถึงคุณภาพของไม้ยางพาราที่ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปว่า เป็นชนิดไม้คุณภาพดี คงทน ลายไม้สวยงามเป็นธรรมชาติ และเป็นชนิดไม้ที่เหมาะกับกระบวนการผลิตอย่างมาก ทั้งการอบ การอัดน้ำยา ตลอดจนการเคลือบและพ่นสี สามารถทำได้ง่ายและมีคุณภาพกว่าไม้ชนิดอื่นๆ นับเป็นคุณสมบัติเด่นเฉพาะตัวของไม้ยางพารา

ด้วยความพิเศษนี้เอง โชว์รูมด้านหน้าโรงงานจึงมีผลงานหลากหลายให้เลือกชม ทั้งมีคาเฟ่ Cafe’ De’ Yanni ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์และตกแต่งจากไม้ยางพาราทั้งร้าน ตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้จนถึงเมนู ใครอยากลองดูหรือจิบกาแฟมองหาเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพาราก็สามารถชมกันได้ ตั้งแต่ 8:00-20:00 น. ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองยะลา หน้าโรงงานพี.เจ.37 พาราวู้ด

จากฟันเฟืองเล็กๆ ในสวนยาง สู่กลไกสำคัญของอุตสาหกรรมระดับประเทศ เกษตรกรและผู้ประกอบการชาวยะลาคือผู้มีบทบาทสำคัญอันดับต้นๆ ของไทยที่ช่วยผลักดันพืชเศรษฐกิจสู่อันดับหนึ่งของจังหวัด

ยะลาจึงไม่ใช่เพียงเมืองเกษตรกรรมน่ามาเยือน หรือเป็นเมืองเล็กแดนใต้ที่น่าค้นหา แต่เป็นเมืองแห่งการพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่น่าเรียนรู้อย่างมากทีเดียว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน