วิกฤตหนัก ผักตบชวา แน่นลุ่มน้ำปากพนัง มองไม่เห็นผิวน้ำ ทำระบบนิเวศพัง ร่องน้ำตื้นเขินเน่าเสีย เรือน้ำมันผ่านไม่ได้ ต้องปิดคลังน้ำมันเกือบ 10 ปี
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาผักตบชวาในแม่น้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ด้านเหนือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ตั้งแต่ อ.ปากพนัง ไปยัง อ.เชียรใหญ่ รวมไปทั้งลำคลองย่อย อยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน มีผักตบชวาแพร่กระจายอย่างหนาแน่น ส่งผลให้ระบบนิเวศอยู่ในภาวะวิกฤต ชาวบ้านไม่สามารถทำการประมงขนาดเล็กได้ ขณะที่มีน้ำเน่าเสียและยังมีภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทำให้ระบบนิเวศได้รับความเสียหาย
นักวิชาการประมงสายวิชาการ (ข้าราชการ) รายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ลุ่มน้ำปากพนังอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากสภาพพื้นที่แต่เดิมเป็นนิเวศ 4 น้ำที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน คือน้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำจืด และน้ำเปรี้ยวจากพื้นที่ป่าพรุ เกิดเป็นนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศไทย แต่หลังจากที่มีการพัฒนาอย่างขนานใหญ่ตัดวงจรความซับซ้อนเหล่านั้นสถานการณ์ค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามลำดับ
แม่น้ำปากพนังที่เคยส่งความอุดมสมบูรณ์ของตะกอนเลน จากการพัดพาจากพื้นที่ชั้นในตามวงจรนิเวศออกสู่อ่าวไทยถูกปิดกั้น สะท้อนได้จากแม่น้ำปากพนังตื้นเขินหน้ามรสุมคลื่นลมหนุนตะกอนเลนเข้ามาทับถมแทนที แม่น้ำปากพนังที่เคยมีร่องน้ำเดินเรือขนาดใหญ่ จึงอยู่ในสภาพตื้นเขินหมดสภาพการเดินเรือไปแล้ว แม้จะทุ่มงบประมาณปีละนับร้อยล้านขุดลอกแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เป็นการถลุงงบประมาณละลายน้ำ
สอดคล้องคลังน้ำมันของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปากพนัง ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นศูนย์กลางของการขนถ่ายน้ำมันไปยังสถานีบริการในนครศรีธรรมราช มีเศรษฐกิจที่สะพัดอยู่ในพื้นที่ แต่ปัจจุบันได้ปิดตัวเนื่องจากแม่น้ำปากพนังตื้นเขิน โดยได้ย้ายไปที่ จ.สงขลา แล้วทำให้คลังน้ำมันแห่งนี้ปิดกิจการและถูกทิ้งร้าง
โดยเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท.ทำหน้าที่เฝ้ารักษาทรัพย์สินที่รอการรื้อถอนระบุว่า คลังน้ำมันจำเป็นต้องปิดตัวลงเกือบ 10 ปีแล้ว เพราะเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถเข้ามาส่งน้ำมันในคลังได้ ไม่เฉพาะปตท.เท่านั้นยังมีคลังของแบรนด์อื่นที่ปิดตัวไปหมดแล้วเช่นกัน เนื่องจากปัญหาใหญ่คือร่องน้ำตื้นเขินและมีปัญหากับกลุ่มเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังที่ใช้พื้นที่แม่น้ำจนไม่สามารถใช้การได้ เสียดายโอกาสเสียดายเศรษฐกิจที่ล่มสลายไปทำให้ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์



