เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนกลุ่มแรกๆ ของโลก ที่ได้ร่วมทริปทดสอบเจ้า โตโยต้า ไฮลักซ์ ทราโว่ ดับเบิลแค็บ ขับเคลื่อนสี่ล้อ โอเวอร์แลนด์ เกียร์อัตโนมัติ (Hilux Travo Double Cab 4TREX 2.8 Overland AT) ซึ่งเป็นตัวท็อปสุด ที่ทางทีมงานโตโยต้า ประเทศไทย ภูมิใจอย่างมากว่ามีส่วนร่วมในการพัฒนารถคนนี้ให้ดีขึ้นทุกด้าน

นัดเจอกันที่ โตโยต้า อะไลฟ์ บางนา กม.3 มุ่งหน้าสู่จ.ฉะเชิงเทรา ไปยังสนามทดสอบยางล้อแห่งชาติ เพราะมีภารกิจพิชิตสถานีต่างๆ ทั้งการขับแบบออฟโรด และบททดสอบบนทางแห้ง ทางเปียก
ก่อนออกเดินทาง มาพูดถึงเรื่องของดีไซน์กันก่อน การออกแบบด้านหน้า Cyber Sumo ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักกีฬาซูโม่ ให้ความรู้สึกมั่นคง ทรงพลัง ชุดโคมไฟหน้าเรียวยาว กระจังหน้ารังผึ้ง โดยส่วนตัว มองว่าเล็กไปหน่อยไม่ค่อยดุดัน

แต่ยังดีมีชุดแต่งแท้มาให้เลือกใส่ โดยเฉพาะกระจังหน้าจากชุดแต่งทรงนายหัวดูลงตัวสุดๆ แต่ถ้าใตรชอบสไตล์อื่น ยังมีให้เลือกอีกเพียบ จัดทรงได้ดั่งใจ แบบไม่ต้องกลัวว่าะซ้ำใคร

ไฟท้ายดีไซน์เท่ ตัวหนังสือ TOYOTA ขนาดใหญ่ ฝาท้ายช่วยผ่อนแรงทั้งตอนเปิด และปิด ปกติล็อกฝาท้ายด้วยกุญแจ แต่มีอุปกรณ์เสริม ให้ล็อกได้ด้วยรีโมท บันไดข้างพร้อมลายกันลื่น และมีบันไดที่เหยียบขึ้น ด้านท้ายกระบะ ช่วยให้การขึ้น-ลง สะดวกขึ้น
ภายในเรียบง่าย ห้องโดยสารออกแบบให้ใช้งานได้จริง สะดวก หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว แบบดิจิทัล มองง่ายสบายตา หน้าจอกลางขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้ครบถ้วน พร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย หัวเกียร์ขนาดพอดีมือ ที่วางแก้วน้ำขนาดใหญ่ เบาะนั่งโอบกระชับ หนัง Softex นุ่มแน่นนั่งสบาย

ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense รุ่นล่าสุด อาทิ ระบบเตือนมุมอับสายตา กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา เตือนกะระยะหน้า-หลัง เตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอย เตือนเมื่อรถออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ
กดปุ่มสตาร์ท เสียงเครื่องยนต์เข้ามาในห้องโดยสาร น้อยมากแทบลืมไปเลยว่าอยู่บนรถเครื่องยนต์ดีเซล พร้อมออกเดินทาง การจราจรย่านบางนา ช่วงสายวันธรรมดา เพื่อนร่วมทางยังหนาตาอยู่พอประมาณ ดีว่ากำลังจากเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ อัตโนมัติ 6 จังหวะ แบบ Sequential Shift
เรียกกำลังมาใช้งานได้ทันอกทันใจ ประกอบกับพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า น้ำหนักเบาเมื่ออยู่ในย่านความเร็วต่ำ ช่วยให้การหลบหลีกพี่ใหญ่น้องเล็กทำได้สบายมือ วิ่งเข้าถ.กาญจนาภิเษก เริ่มทำความเร็วได้มากขึ้น เครื่องยนต์ตอบสนองตามน้ำหนักเท้า ช่วยให้การขับขี่สนุกขึ้น เข็มไมล์ไต่ความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีเหนื่อยไม่มีท้อ 100-110-120 กม.ต่อชม. ในเวลาอันรวดเร็ว และยังเติมเพื่อเร่งแซงได้แบบทันอกทันใจ ไม่ต้องลุ้นรอรอบให้เสียเวลา

เสียงเครื่องยนต์ช่วงทำความเร็วสูง รวมถึงเสียงลม และล้อยางมีเข้ามาในห้องโดยสารน้อย รวมถึงความนุ่มนวลที่มีมาให้ จนลืมไปเลยว่ากำลังขับรถปิกอัพ เครื่องยนต์ดีเซลอยู่
เป็นผลมาจากเทคโนโลยี Dynamic Cloud ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการทรงตัว ทั้งจากการเพิมจัดเชื่อมพื้นตัวถัง การใช้ยางรองแท่นเครื่องแบบไฮโดรลิก และยางรองตัวถังแบบ Shear Type เพื่อลดแรงสั่นสะเทือน
ถึงสนามทดสอบยางล้อแห่งชาติ ทดสอบตามสถานีต่างๆ ตั้งแต่ทางฝุ่นเส้นทางเข้าป่ายูคาลิปตัส เปลี่ยนเป็นขับสี่แบบ 4H แล้วเลือกโหมด SAND เพื่อลดอาการลื่นไถลเวลาเจอกรวด และหินลอย

สถานีเนินเอียง และบ่อโคลน เปลี่ยนเป็น 4L และใช้โหมด MUD แม้ต้องขับผ่านบ่อโคลนเกือบครึ่งล้อ แต่ไม่ได้เป็นกังวล เพราะตัวรถมุ่งไปข้างหน้าแบบไม่มีติดขัดแต่อย่างใด และยังไม่ต้องลุ้นในจังหวะขึ้นจากบ่อจะเป็นทางชัน เพราะแค่เพิ่มน้ำหนักเท้าที่คันเร่งอีกนิด ก็พุ่งทะยานผ่านฉลุย

ต่อด้วยสถานีเนินสลับ ปรับเข้าโหมด ROCK ปล่อยให้รถไหลเข้าแบบวอล์คกิ้ง สปีด คอยเติมคันเร่งเมื่อรถต้องการกำลังเพิ่มเบาๆ ระบบต่างๆ ไม่ว่าจะระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ส่งถ่ายแรงขับไปแต่ละล้ออย่างเหมาะสม เข้ามาช่วยจัดการ ฃให้ตัวรถสามารถผ่านได้แบบชิล ชิล แม้บางหลุม บางเนินลึกจนล้อลอยไม่แตะพื้นก็ตาม

สลับไปขับทดสอบความเร็ว และการทรงตัวบนความเร็ว กับสถานีทรงตัวบนถนนเปียก บนพื้นที่มีความลื่นกว่าปกติ ระดับใกล้เคียงกับขับบนหิมะ รอบแรกปิดระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว ตัวรถมีอาการเล็กๆ เมื่อเปลี่ยนเลนตอนสลาลม ขากลับเปิดเต็มระบบ รวมถึงโหมด DEEP SNOW ตัวรถไม่มีอาการใดๆ ราวกับอยู่บนถนนแหงก็มิปาน

สถานีสุดท้าย ขับผ่านช่องกรวยยางที่กำหนด บนความเร็วสูง แต่ละช่องถูกจัดวางให้ต้องหักพวงมาลัยกันสุดๆ ซ้าย-ขวา ราวกับเข้าโค้งลึก แต่ตัวรถดึงไว้ไม่มีอาการหน้าดื้อ ท้ายบานให้ได้รู้สึก ช่วยเพิ่มความมั่นใจขึ้นอีกอย่างมาก

เสียดายว่าครั้งนี้ได้ทดสอบระยะทางน้อยไปหน่อย อีกทั้งยังมีการนำรถไปอยู่ตามสถานีต่างๆ ทำให้จับอัตราสิ้นเปลืองได้ไม่แม่นยำ สัญญาว่ามีโอกาสยืมทดสอบยาวๆ จะมารายงานว่า เจ้า ทราโว่ คันนี้กินน้ำมันแค่ไหนอย่างแน่นอน
แวะไปชม พร้อมทดลองสมรรถนะของเข้า โตโยต้า ไฮลักซ์ ทราโว่ ที่ถือว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ในแทบทุกมิติเมื่อเทียบกับไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นก่อน ส่วนจะคุ้มค่า และเข้าไลฟ์สไตล์การใช้งาน กับค่าตัว 1.366 ล้านบาทหรือไม่ ต้องพิจารณากันดูเอาเอง
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ