‘กรมน้ำ’ ชี้วิกฤตพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั่วโลกหายไปร้อยละ 22 เหตุจากการเปลี่ยนแปลงที่ดิน เกษตรกรรม พัฒนาเมือง เน้นย้ำ 3 กลไกอนุรักษ์-ฟื้นฟู พื้นที่ชุ่มน้ำไทย

กรณีสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นยู-ไอเอ็นดับเบิลยูอีเอช) รายงานว่า ทั่วโลกเกิดภาวะขาดแคลนน้ำและวิกฤติน้ำไม่เพียงพอ และมีรายงานเสนอคำว่า “ภาวะล้มละลายทางน้ำ” ซึ่งเป็นสภาวะที่การใช้น้ำในระยะยาวเกินกว่าปริมาณที่เติมเต็มได้ และทำลายธรรมชาติอย่างรุนแรง จนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นระดับเดิมได้ในทางปฏิบัติ เห็นได้จากการที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ของโลกหดตัวลง และจำนวนของแม่น้ำสายหลักไม่มีน้ำไหลลงสู่ทะเลในบางช่วงของปี ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า จากข้อมูลรายงาน Global Wetland Outlook 2025 ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำของโลก ระบุชัดเจนว่า การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกกว่าร้อยละ 22 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 (หรือ พ.ศ.2513 มีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโลก


“ขณะที่ประเทศไทย รวมทั้งเอเชีย มีการเปลี่ยนแปลงมาจากการขยายตัวของความเป็นเมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่พักอาศัยและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นกลไกจำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ”


นายธีระชุณ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ กรมน้ำได้ขับเคลื่อนภารกิจโดยปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการอนุรักษ์เชิงรับ สู่การบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่ ชุ่มน้ำแบบบูรณาการ ด้วยการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด (Wise Use) ผ่านกลไกสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.การสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำ จัดทำทะเบียนและจำแนกสถานะพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้ทราบถึงขอบเขตที่ชัดเจนและประเมินคุณค่าที่แท้จริงของทรัพยากร
2.การกำหนดมาตรการและฟื้นฟู มุ่งเน้นการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองพื้นที่เปราะบาง ควบคู่กับการประยุกต์ใช้แนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) ในการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์


3.การขับเคลื่อนกลยุทธ์ CEPA ซึ่งเป็นแนวทางของอนุสัญญาแรมซาร์ ที่มุ่งเน้นกระบวนการสื่อสาร (Communication) การเสริมสร้างสมรรถนะ (Capacity Building) การศึกษา (Education) และการสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของนิเวศบริการสู่สาธารณชน ส่งเสริมให้ภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจและบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้ประชาชนเป็นกลไกหลักในการดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน