ชาวเลตองคุ ขอให้นำงาช้างโบราณศักดิ์สิทธิ์กลับมาประดิษฐานในหมู่บ้านเหมือนเดิม ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ เสนอขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ-ส่งคืนให้ชุมชน

กรณีเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา นายช่อกุ โรจน์ศิริชัย ผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ อ.อุ้มผาง จ.ตาก และแกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยง ยื่นหนังสือต่อ นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ขอให้นำงาช้างโบราณศักดิ์สิทธิ์กลับมาประดิษฐานในหมู่บ้านเหมือนเดิม โดยนายชูศักดิ์ รับหนังสือและกล่าวว่าจะตรวจสอบและดำเนินการามที่เหมาะสมต่อไป

นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดเผยว่า งาช้างคู่นี้เป็นงาช้างขนาดใหญ่ มีการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยโดยรอบ และแกะเป็นพระพุทธรูปยืนที่โคนงาช้าง เดิมเป็นของ “หน่องโก่วเปี๊ยว” ซึ่งเป็นบุตรสาวของพระสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรี ได้นำไปถวายให้แก่หัวหน้าฤาษีกลุ่มตะละโคงที่บ้านเลตองคุ ด้วยความเคารพศรัทธา

พระสุวรรณคีรีเป็นตำแหน่งที่พระราชทานแก่ผู้นำกะเหรี่ยงสืบทอดกันมา โดยเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แต่งตั้ง “ภวะโพ่” ให้เป็นเจ้าเมืองสังขละบุรี ดูแลพื้นที่แถบชายแดนอำเภอทองผาภูมิ สังขละบุรี และด่านเจดีย์สามองค์ ตำแหน่งพระสุวรรณคีรีได้สืบทอดทางสายเลือดต่อกันมา 5 รุ่น จนยกเลิกบรรดาศักดิ์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

นายสุรพงษ์กล่าวว่า งาช้างคู่นี้ประดิษฐานด้วยความเคารพในศาลาของฤาษี และมีการทำพิธีกราบไหว้ทุกวันพระ ต่อมาในปี 2560 อดีตผู้ใหญ่บ้านแอบนำงานช้างไปทำพิธีในฝั่งพม่า ทางราชการไทยได้ประสานงานกับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (DKBA) จนสามารถนำงาช้างกลับคืนมาได้ และเก็บรักษาไว้ที่ว่าการอำเภออุ้มผางเพื่อความปลอดภัย

นายสุรพงษ์เสนอว่า เมื่องาช้างมีที่มาที่ไปชัดเจนว่าเป็นของชุมชนเลตองคุ เป็นของคู่บ้านคู่เมืองตามวิถีความเชื่อในพระพุทธศาสนาของชาวกะเหรี่ยง ทางราชการก็ควรคืนให้กับชุมชนไปสักการะบูชาตามความเชื่อ โดยอาจช่วยเหลือในการจัดทำที่ประดิษฐานให้ปลอดภัยและมีระบบดูแล โดยพื้นที่นั้นต้องให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงเพื่อกราบไหว้และประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อได้

นอกจากนี้ทางอำเภออุ้มผางควรทำเรื่องเสนอกรมศิลปากรเพื่อขึ้นทะเบียนงาช้างที่เป็นของโบราณมีความหมายทางความเชื่อนี้เป็น “โบราณวัตถุ” เพื่อยกระดับเป็นสมบัติของชาติต่อไป โดยให้ชุมชนเป็นผู้เก็บรักษา

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน