สธ. สั่งหยุดส่งออกยา กั๊กไว้ใช้ในประเทศ รับมือวิกฤตขนส่งสินค้าทั่วโลก เหตุปะทะตะวันออกกลาง แจ้ง สต๊อกมีเพียงพอ สำหรับ 2 เดือน ไม่ประมาท ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

13 มีนาคม 2569 – นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมด้านยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณช่องแคบฮอร์มุส เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประเมินว่า อาจส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งสินค้าทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งทางทะเลและต้นทุนโลจิสติกส์ ว่า

กระทรวงสาธารณสุข ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อระบบยาในประเทศไทยแล้ว

จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ยาที่เกี่ยวข้องกับแหล่งผลิต หรือสารตั้งต้นจากภูมิภาคตะวันออกกลางมีจำนวนไม่มาก โดยมียาเพียงประมาณ 1-2 รายการเท่านั้น ที่ใช้สารตั้งต้นจากพื้นที่ดังกล่าวในการผลิต จึงเชื่อว่า ในระยะสั้นยังไม่น่าจะเกิดปัญหาการขาดแคลนยาในประเทศไทย

“ตอนนี้เราหารือกับทาง อย. เพื่อประเมินสถานการณ์ว่า เรื่องยาจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน โดยยาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ตะวันออกกลางจริงๆ มีเพียงประมาณ 1-2 ตัว ที่ใช้สารตั้งต้นจากพื้นที่นั้น แต่สิ่งที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่าคือ เรื่องการขนส่งและค่าเดินทาง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น” นพ.สมฤกษ์ กล่าว

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์ขณะนี้ เชื่อว่า ในช่วงประมาณ 2 เดือนข้างหน้า ประเทศไทย ยังไม่น่าจะประสบปัญหาการขาดแคลนยา เนื่องจากระบบสำรองยาของประเทศยังมีเพียงพอ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจปริมาณสต๊อกยาในโรงพยาบาล และหน่วยบริการต่างๆ เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข ยังได้ขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ ไม่ให้มีการสั่งซื้อยา เพื่อกักตุน หรือสต๊อกเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจทำให้ระบบการกระจายยาเกิดความไม่สมดุล และบริษัทผู้ผลิตยาหลายแห่งยืนยันว่า แหล่งผลิตยาไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ต้นทุนการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคายามีโอกาสปรับสูงขึ้นตามค่าขนส่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ถึงกลุ่มยาที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการระบุรายชื่อยาที่ชัดเจน เนื่องจาก อย. อยู่ระหว่างเรียกประชุมบริษัทผู้ผลิตยา เพื่อสอบถามสถานการณ์

โดยบริษัทผู้ผลิตยาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขการปรับราคาได้ เพียงแต่ประเมินว่า อาจมีการปรับขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่ง แต่จะเพิ่มขึ้นเท่าใดนั้นยังไม่มีการระบุชัดเจน

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทย ยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายาเป็นจำนวนมาก แม้จะมีการผลิตยาในประเทศอยู่บ้าง แต่กระบวนการผลิตจำนวนไม่น้อยยังต้องนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หรือ API (Active Pharmaceutical Ingredient) จากต่างประเทศเพื่อนำมาผลิตยาในประเทศ

ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านยาในช่วงสถานการณ์ไม่แน่นอน อย. จึงได้ขอความร่วมมือจากผู้ผลิตยาภายในประเทศที่นำเข้า API มาผลิตยาให้ชะลอหรือหยุดการส่งออกยาไปต่างประเทศชั่วคราว และให้จัดสรรยาเพื่อใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก

เมื่อถามถึง กลุ่มยาที่ให้มีการหยุดส่งออก นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นยาเคมีทั่วไป ที่ใช้ในระบบบริการสาธารณสุข เช่น ยาพื้นฐาน หรือ ยาที่มีราคาไม่สูงมาก ยาพาราเซตามอน หรือ ยากลุ่มแก้อักเสบ ซึ่งเป็นยาที่ใช้กันทั่วไปในระบบบริการ

เมื่อถามถึงการสำรองพลังงานไว้ในใช้ในโรงพยาบาล นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า สธ. เตรียมมาตรการรองรับในด้านพลังงานตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยให้หน่วยงานภายในกระทรวงดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การปรับลดอุณหภูมิภายในอาคารสำนักงาน การลดการแต่งกายที่ต้องใช้สูทในห้องประชุม และการสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในหน่วยงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน

สำหรับหน่วยบริการทางการแพทย์ เช่น โรงพยาบาล จะมีการส่งเสริมการใช้ระบบการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน (Telemedicine) มากขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วย ที่มีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในด้านพลังงานสำรอง กระทรวงสธ. ยังไม่ได้มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นพิเศษ โดยการใช้น้ำมันยังเป็นการจัดหาตามการใช้งานประจำวัน ขณะที่บางหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสธ. ได้ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบต่อระบบยาและเวชภัณฑ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่า ประชาชนจะยังสามารถเข้าถึงยา และบริการทางการแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ด้านการขนส่งระหว่างประเทศจะมีความผันผวน จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ตาม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน