นักวิชาการ เตือน ฝุ่น PM2.5 ไฟป่า เกิดสารพิษค็อกเทล เสี่ยงมะเร็งปอด ชี้ อ.เชียงดาว-อ.ปาย ค่าฝุ่นพิษสูง หลายวันติด เข้าสู่ภาวะอันตรายสูงสุด ควรเร่งอพยพชาวบ้าน ออกพ้นพื้นที่ด่วน
2 เม.ย. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ระบุว่า “ฝุ่น PM2.5 จากการเผาป่ายิ่งนาน ยิ่งเพิ่มความเป็นพิษ..
เร่ง อพยพชาวบ้าน ออกพ้นพื้นที่ด่วน
..ฝุ่น PM2.5 ที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าสูงเกินค่า 300 มคก./ลบ.ม มาหลายวันแล้ว.. ถือว่าเข้าสู่ภาวะอันตรายสูงสุด (Extreme Danger) ตามหลักการควรอพยพประชาชนออกมาได้แล้ว
ฝุ่น PM2.5 ไฟป่า เป็นพิษสูงกว่า ฝุ่น PM2.5 จากแหล่งอื่น
ฝุ่น PM2.5 จากไฟป่า จะมีความเป็นพิษสูงกว่าฝุ่น PM2.5 จากแหล่งอื่น (เช่น การจราจรหรืออุตสาหกรรม) ได้ถึง 10 เท่า เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีที่ซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงของอนุภาคเมื่อลอยไปในอากาศ ดังนี้
1. ฝุ่น PM2.5 จากการเผาป่า มีองค์ประกอบของแบบ “สารพิษค็อกเทล” (Toxic Cocktail) โดยอนุภาคฝุ่นจากไฟป่าไม่ได้มีเพียงแค่เขม่าหรือเถ้าถ่าน แต่ยังทำหน้าที่เหมือน “ฟองน้ำ” ที่ดูดซับสารอันตรายต่างๆ ไว้ในรูพรุนของอนุภาคฝุ่น PM2.5 ดังนี้
1.1. สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ และเบนซีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
1.2. โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว, ปรอท, สาร หนู และแคดเมียม ที่ถูกดูดซับจากดินในป่าเข้าสู่ต้นไม้หรือมาจากลมที่เคยพัดผ่านพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม และการจราจรในเขตเมืองเข้าไปสะสมในป่า
1.3. สารกลุ่ม PAHs หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง
2. ฝุ่น PM 2.5 จากการเผาป่า มีศักยภาพในการออกซิเดชันสูง (High Oxidative Potential)
ฝุ่นจากไฟป่าประกอบด้วยคาร์บอนในสัดส่วนที่สูงมาก (มากกว่า 50%) และมีสารประกอบอินทรีย์แบบมีขั้ว (Polar organic compounds) มากกว่าฝุ่นในเมือง
สารเหล่านี้ ส่งเสริมการสร้างอนุ มูลอิสระ (Free Radicals) ในร่างกายได้มากกว่าปกติ เมื่อสูดดมเข้าไปจะกระตุ้นให้เกิดความเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative Stress) และเกิดการอักเสบที่รุนแรงในเซลล์ปอดและกระจายเข้าสู่กระแสเลือด
ฝุ่น PM 2.5 เผาป่า ยิ่งลอยไกล ยิ่งเพิ่มพิษร้าย
3. ฝุ่น PM 2.5 จากการเผาป่า ยิ่งลอยไกล ยิ่งเพิ่มพิษร้าย (Aging Process) ความเป็นพิษของฝุ่นไฟป่าจะเพิ่มขึ้นตามระยะทาง และเวลาที่ลอยอยู่ในอากาศ เนื่องจาก
3.1. การเกิดปฎิกิริยาทางเคมีในอากาศทำให้เพิ่มพิษมากขึ้น เมื่อฝุ่นลอยไปสัมผัสกับแสงแดด และทำปฏิกิริยากับสารเคมีอื่นๆในบรรยา กาศจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ทำให้ฝุ่นนั้นมีพิษเพิ่มขึ้นเป็น 2-4 เท่า ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน
3.2. อนุภาคเหล่านี้ยิ่งลอยไกล จะยิ่งอันตราย เพราะจะยิ่งมีขนาดเล็กลง และมีความกลมมากขึ้น ทำให้สามารถเจาะลึกเข้าสู่ถุงลมปอดและเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น หากหายใจเข้าไปนานๆ โอกาสทำให้เกิดการอักเสบ
เกิด “ความเสียหายต่อ DNA” เสี่ยงต่อโรค เสี่ยงต่อโรค
และทำให้เกิด “ความเสียหายต่อ DNA” (DNA Damage) และการเปลี่ยนแปลง “เหนือพันธุกรรม” (Epigenetic Changes) ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของยีน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น เสี่ยงต่อโรค หอบ หืด และ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้น
ด้าน ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมลพิษ (คพ.) รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในประเทศ
ตรวจวัดค่าได้ระหว่าง 12.0 – 345.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชม. ไม่เกิน 37.5 มคก/ลบ.ม.
พบเกินค่ามาตรฐานใน 36 จังหวัด จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.แม่ฮ่องสอน จ.พะเยา จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.ตาก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.นครสวรรค์ จ.อุทัยธานี จ.ชัยนาท จ.สระบุรี จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.เลย จ.อุดรธานี จ.นครพนม จ.หนองบัวลำภู จ.สกลนคร จ.มุกดาหาร จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ร้อยเอ็ด จ.อำนาจเจริญ จ.ชัยภูมิ จ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี และ จ. ศรีสะเกษ
ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ ตรวจวัดได้ 51.5 – 345.3 มคก./ลบ.ม. พบเป็นพื้นที่สีแดง (กระทบต่อสุขภาพ) 13 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร โดยพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงสุดในไทย คือ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 345.3 มคก./ลบ.ม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 32.3 – 103.2 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐาน 2 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 20.7 – 54.4 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 16.0 – 32.9 มคก./ลบ.ม. ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 12.0 – 24.7 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ กทม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 16.8 – 32.6 มคก./ลบ.ม.
ผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 3 – 9 เม.ย. 2569 พื้นที่กทม.และปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงวันที่ 3 – 9 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคกลางและตะวันตก มีแนวโน้มลดลงวันที่ 3 – 9 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่
17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 3 – 9 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 3 – 9 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงวันที่ 3 – 9 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ และภาคใต้ ดีอย่างต่อเนื่อง
คำแนะนำทางสุขภาพ ประชาชนทั่วไป ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์
สำหรับประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ ทั้งนี้สามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ airbkk.com แอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK
