แก๊งคอล สุดแสบ อ้างเป็น พม. โทรหาครอบครัวอดีตข้าราชการที่เสียชีวิต เพื่อคุยเรื่องเงินที่จะได้รับ สุดท้ายหลอกโอนเงิน สูญ 1 ล้าน ลูกสาวอึ้ง รู้ข้อมูลหมด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 เม.ย.2569 ที่ สภ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น นางสุวีณา (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี พร้อม น.ส.ปรียานุช (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี บุตรสาว เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ภายหลังโทรแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ที่สายด่วน 1441 เพื่อมาให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน ในการติดตามจับกุม กลุ่มมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน 2 ครั้ง เสียหายรวมทั้งสิ้น 1,079,000 บาท

นางสุวีณา กล่าวว่า สามีซึ่งเป็นข้าราชการได้เสียชีวิต จึงยื่นเรื่องไปยังกรมบัญชีกลาง ของกระทรวง พม. เพื่อขอรับเงินเดือนที่ได้รับหลังจากเสียชีวิต โดยทำเรื่องไปเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อที่จะสามารถรับเงิน ช.พ.ค. หรือ ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา กว่า 400,000 บาทตามระเบียบ

ต่อมามีเบอร์แปลกโทรเข้าเบอร์ของสามีที่เสียชีวิตแจ้งว่ามีเอกสารเกี่ยวกับค่าทำศพของสามี ซึ่งเป็นเรื่องที่ประจวบเหมาะกันพอดี จึงมีการพูดคุยกันนานกว่า 2 ชั่วโมงก่อนจะถูกหลอกให้กดโอนเงินจากบัญชีธนาคารตัวเองไป 2 บัญชี โดยเป็นบัญชีธนาคารออมสิน และ ธนาคารกรุงไทย ยอดรวม 1,079,000 บาท

ซึ่งบัญชีธนาคารออมสินนั้นโอนไปยังบัญชีธนาคารไทยพาณิช ชื่อบัญชี น.ส.ดุสิตา พ่อเกษ จำนวน 650,000 บาท ส่วนบัญชีธนาคารกรุงไทย โอนไปยังธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี นางจิดาภา สรรเสริญสุข จำนวน 429,000 บาท

“ในรายละเอียดที่คุยกันนั้น เบอร์ที่โทรมาแจ้งว่ามีเอกสารเรื่องทำศพสามีจะส่งมาทางไปรษณีย์ให้ตนเองรอรับก่อนจะวางสายไป สักพักได้โทรกลับมาอีกครั้ง แจ้งว่าเอกสารถูกไปรษณีย์ตีกลับ 2 ครั้งแล้ว และให้ตนเองโทรกลับไปที่อีกเบอร์ จึงได้ใช้โทรศัพท์ส่วนตัวโทรไป ซึ่งเป็นอีกคนคุย อธิบายชี้แจงเรื่องค่าทำศพ เรื่องเงินบำเหน็จตกทอด ที่เพิ่งยื่นเรื่องไป และบอกว่าเงินที่จะได้รับอยู่ในเอกสารตัวที่ถูกตีกลับ จึงให้แอดไลน์ไป

ซึ่งจากการพูดคุยสักพัก ทุกอย่างที่พูดมามีข้อมูลของสามีที่เสียชีวิตครบทั้งหมด จึงหลงเชื่อแอดไลน์ไป โดยโปรไฟล์ของมิจฉาชีพนั้นเป็นรูปผู้ชาย ชื่อ พรพล แต่งชุดข้าราชการและ ได้ส่งไฟล์เอกสารมาให้กรอก เป็นไฟล์ PDF จึงบอกมิจฉาชีพว่า ต้องไปปรินต์ออกมามันลำบากต่อการกรอก ทางมิจฉาชีพจึงอาสาทำให้ แต่ต้องบอกข้อมูลในส่วนที่เหลือคือข้อมูลตนเอง

โดยมิจฉาชีพอ้างว่าข้อมูลสามีที่เสียชีวิตมีครบหมดแล้ว ขาดแต่ข้อมูลของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์คือภรรยา ตนเองหลงเชื่อบอกข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งส่งหน้าบัญชีธนาคาร และเอกสารต่างๆให้ มิจฉาชีพก็ได้ส่งเอกสารข้อมูลกลับมาให้ตรวจสอบ พร้อมกับถามว่า อยากรู้ไหมว่าเงินจะเข้าเท่าไหร่ ถ้าแม่อยากรู้ให้แม่เข้าแอปธนาคาร แล้วไปที่ตั้งค่า

ซึ่งก่อนจะเข้าแอปธนาคารนั้น ได้บอกกับมิจฉาชีพว่ามีบัญชีธนาคารกรุงไทย แต่มิจฉาชีพถามหาบัญชีสำรอง จึงบอกไปว่ามีธนาคารออมสินซึ่งเป็นเงินเก็บ และถามว่าตนเองมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ ก็บอกยอดไปว่ามีอยู่กว่า 600,000 บาท ซึ่งมิจฉาชีพหลอกว่าถ้าอยากรู้ว่าตนเองจะได้รับเงินเท่าไหร่ ให้ไปที่ตั้งค่าเปลี่ยนยอดเงินที่จะสามารถทำธุรกรรมผ่านแอปได้ต่อวันเป็น 650,000 บาท

ตนเองก็ทำตาม ก่อนที่มิจฉาชีพจะให้ไปที่หน้าโอนเงิน แล้วบอกให้เลือกธนาคารไทยพาณิชย์ ใส่เลขบัญชีธนาคารที่อ้างว่าเป็นบัญชีที่จะโอนเงินมาให้ตนเอง แล้วใส่จำนวนเงินตามที่ตั้งค่าไว้ แล้วกดยืนยันสแกนหน้าตามที่ธนาคารบอก แล้วแม่จะได้เงินกลับคืนมา”

น.ส.สุวีณา กล่าวต่อว่า ก็เฉลียวใจว่าจะใช่หรือไม่ แต่มิจฉาชีพบอกย้ำมาว่าถ้าไม่กดก็จะไม่รู้ว่าจะได้เท่าไหร่ จึงหลงเชื่อทำตาม แต่พอทำตามพบว่าเงินออกจากบัญชีไป 650,000 บาท ด้วยความตกใจก็รีบถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ทำไมเงินเด้งออก ซึ่งมิจฉาชีพบอกว่าไม่ต้องตกใจ ลองกลับไปดูที่ไลน์ของตนเอง

ซึ่งพบว่ามีสลิปการโอนเงินที่เป็นสลิปปลอมกลับเข้าบัญชีตนเองด้วยยอดเงิน 850,000 บาทเพิ่มขึ้นจากเดิมมา 200,000 บาท แต่เงินในบัญชีไม่ได้เข้ามาแต่อย่างใด จึงโวยวายไป โดยมิจฉาชีพก็ยังคงเล่นละครต่อบอกว่าแม่ไม่ต้องตกใจ ให้รอก่อน ผมก็จะไม่วางสาย เดี๋ยวผมจะคุยกับแม่จนกว่าเงินจะเข้า ไม่หายไปไหน

“พอคุยกันต่อหลายๆเรื่อง ถ่วงเวลามาก็ชวนคุยเรื่องเงินบำเหน็จตกทอด บอกเจ้าหน้าที่ทำงานล่าช้าแบบนั้นแบบนี้ แถมยังรู้ด้วยว่าเงินที่เข้าบัญชีสามีไม่สามารถใช้ได้เพราะเป็นเงินหลวง ต้องคืนเงินเดือนไปเพื่อจะได้รับเงิน ช.พ.ค. ก่อนจะถามว่าเงินเดือนพ่อที่ได้เป็นเงินเท่าไหร่ ตนเองก็บอกยอดไปตามที่สามีได้มา มิจฉาชีพจึงอาสาอีกว่าเดี๋ยวจะช่วยคำนวนให้ ก่อนจะคำนวนออกมาเป็นเอกสารว่าจะได้รับ 429,000 บาท

ก่อนจะอธิบายเรื่องเงินว่าเงินที่จะโอนเข้าจะต้องโอนเข้ากรุงไทย แม้มีบัญชีกรุงไทยไหมละ ตนเองจึงบอกว่ามี ก่อนจะพาทำเหมือนเดิม แต่อ้างว่ามีอีกบัญชีที่จะแจ้งยอดว่าได้เท่าไหร่ ให้แม่กรอกตาม ก่อนจะหลงเชื่อทำตามอีกครั้งเงินก็ออกไปทั้งหมด 429,000 บาท จึงโวยอีกว่าเงินแม่ไปอีกแล้ว แต่มิจฉาชีพบอกให้รอและบอกว่าตอนนี้เรารอบัญชีหนึ่งแล้วตอนนี้ก็รออีกบัญชี ก่อนจะคุยกันต่อ ก่อนที่มิจฉาชีพจะบอกให้รีสตาร์ทเครื่องดูว่าเงินเข้ายัง ก่อนจะเปิดดูในแอปธนาคารก็พบว่าไม่เงินเข้าแต่อย่างใด และพยายามติดต่อก็ติดต่อไม่ได้แล้ว จนรู้ตัวว่าถูกหลอกโอนเงินและรีบโทรหาลูกสาว”

ด้าน น.ส.ปรียานุข กล่าวว่า แม่โทรมาบอกว่าโดนหลอกโอนเงินไปสองบัญชีเงินหายไปกว่า 1 ล้านบาทก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะตั้งสติรีบขับรถมาที่ตำรวจไซเบอร์ 3 ทางเจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้โทรสายด่วน 1441 เพื่ออายัดบัญชีก่อน จึงรีบโทรและแจ้งความให้ข้อมูล กระทั่งอายัดไว้ทั้ง 2 บัญชี พอ กลับบ้านอยู่กันครบก็ได้ขอดูข้อความแชทที่แม่คุยกับมิจฉาชีพ ซึ่งพบว่าเอกสารที่ส่งมาให้นั้น ไม่ใช่ตราของกระทรวง พม. ซึ่งตนเองก็ทำงานในสังกัดกระทรวง พม.เช่นเดียวกัน และไม่รู้ว่าเป็นตราอะไร ไม่คุ้นตาแม้แต่น้อย

ตนเองและน้องสาวช่วยกันค้นหาชื่อที่แม่โอนเงินไป โดยรายแรกคือ น.ส.ดุสิตา พอค้นในเฟซบุ๊กก็เจอและได้ทักไปคุย ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเป็นบัญชีตัวเอง ก่อนจะได้พูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่มีแอพธนาคาร ไม่รู้ว่ามีเงินเข้าไหมหรือเข้าเท่าไหร่มีแต่บัตรเอทีเอ็ม และมารู้ตัวว่าบัญชีโดนอายัดตอนที่ไปเอาเงินสดเข้าตู้เพื่อจะให้แฟนกดไปใช้ และไม่ได้มีการโอนเงินอะไรไปไหน ตอนนั้นจึงใจชื้นว่าเงินแม่ยังอยู่ในบัญชีนี้ คงจะได้คืน 650,000 บาท

“มีเพื่อนที่รู้จักกับเจ้าของบัญชี จึงถามจึงรู้ความจริงว่า ช่วงนี้ชอร์ต จึงให้คนเช่าบัญชีซึ่งจะได้ค่าเช่า 4,000 บาท เพราะคิดว่าคนนั้นจะเอาไปขายของออนไลน์ ซึ่งสังเกตว่า มีการทำเป็นขบวนการตั้งแต่การหลอกเหยื่อ และหลอกบัญชีม้าไปรอกดเงิน และส่วนตัวยังสงสัยอีกว่า ทำไมมิจฉาชีพรายนี้จึงรู้ข้อมูลส่วนตัวของพ่อทั้งหมด รู้วันเดือนปีที่พ่อเสียชีวิต รวมถึงชื่อของแม่ และเงินที่จะได้รับว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่

ทั้งเงินค่าทำศพพ่อก็ระบุเป็นจำนวนเงินได้ตรงเป๊ะ เงินบำเหน็จตกทอดที่แม่จะได้ก็รู้ยอดว่าจะต้องเป็นเงินเท่าไหร่ อย่างกับเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรง จึงอยากจะให้ทางตำรวจช่วยติดตามจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมดนี้ รวมทั้งขอให้มีการตรวจสอบกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลหลุดไปถึงแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ด้วย ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีการขายข้อมูลหรือให้กับแก็งมิจฉาชีพหรือไม่

ตอนนี้ก็ได้ทำใจส่วนหนึ่งว่าอาจจะไม่ได้เงินคืน และต้องปลอบแม่ที่เพิ่งจะดีขึ้นจากการเป็นมะเร็งเต้านม กลัวจะกลับไปกำเริบอีก เพราะเงินก้อนนี้เป็นเงินเก็บทั้งหมดที่แม่มี และอยากให้เป็นกรณีศึกษา เป็นอุทาหรณ์ให้กับใครหลายๆคนไม่ให้หลงเชื่อและห้ามโอนเงินเด็ดขาด”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน