คณะทันตแพทยฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิชาการ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน วัดความรอบรู้ ‘Sugar Literacy’ พบสูงวัยสอบตก-กลุ่มรายได้สูง ตื่นตัวคุมน้ำตาลดีสุด
ผศ.ทพญ.ดร.ปิ่นปินัทธ์ วณิช์สายทอง คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิชาการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ผู้พัฒนาเครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะในประเด็นลดการบริโภคน้ำตาล ในกลุ่มเฉพาะ ได้แก่ นักเรียน และผู้สูงอายุ
ผศ.ทพญ.ดร.ปิ่นปินัทธ์ เปิดผลการศึกษาเครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ ว่า ได้เน้นประเด็นการลดบริโภคน้ำตาลในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ นักเรียนและผู้สูงอายุ โดยใช้แบบทดสอบรวม 35 ข้อ แบ่งเป็นคำถามวัดความรู้ (ถูก-ผิด) 10 ข้อ และแบบประเมินทัศนคติอีก 25 ข้อ

ซึ่งมีตัวอย่างคำถาม เช่น คำถามเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลที่แนะนำ ความรู้เรื่องน้ำตาลและเครื่องดื่ม และเรื่องฉลากอาหาร อีกส่วนเป็นการวัดการเข้าถึงข้อมูลโภชนาการ การประยุกต์ข้อมูล การเลือกอาหาร การวัดความสามารถในการเลือกบริโภค และปัจจัยสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
การวัดความรอบรู้นี้ได้นำไปทดลองใช้กับประชาชนใน 4 ภูมิภาค พบว่า คนไทยมีความรอบรู้ระดับปานกลางถึงค่อนข้างดี และสิ่งที่ได้จากการพัฒนาเครื่องมือวัดความรอบรู้ฯ Sugar Literacy งานวิจัยพบว่า มีความสัมพันธ์กับสุขภาพช่องปาก ขณะที่จำนวนฟันแท้ที่ใช้งานได้ ก็มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความรอบรู้เรื่องน้ำตาล
ผศ.ทพญ.ดร.ปิ่นปินัทธ์ ชี้ว่า “ยิ่งคนมีความรอบรู้เรื่องน้ำตาลมาก จำนวนฟันแท้ในช่องปากก็เกือบจะอยู่ครบ ”
ส่วนพฤติกรรม ‘การเติมน้ำตาลในอาหารและเครื่อง’ นั้น ผศ.ทพญ.ดร.ปิ่นปินัทธ์ เผยว่า มีความสัมพันธ์กับ Sugar Literacy เช่นกัน โดยคนที่ได้คะแนนความรอบรู้ฯ สูง มีพฤติกรรมการเติมน้ำตาลในอาหารแค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่างจากคนที่มีคะแนน Sugar Literacy ต่ำ มีพฤติกรรมการเติมน้ำตาลมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
“ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถาม ยิ่งมีอายุมากขึ้น คะแนนความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะในประเด็นลดการบริโภคน้ำตาล ก็จะลดลง ส่วนคนที่มีรายได้สูง จะมีความรอบรู้เกี่ยวสุขภาพมากกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ เช่นเดียวกับกลุ่มวัยทำงานเมื่ออายุมากขึ้นจะมีความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะในประเด็นลดการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น เนื่องจากได้รับข้อมูล มีกระแสในสังคมเรื่องสุขภาพ จะดูแลตัวเองมากกว่า”
นอกจากนี้ ผศ.ทพญ.ดร.ปิ่นปินัทธ์ ยังกล่าวถึงบทบาทของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานที่มุ่งทำงานครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้ลดการบริโภคหวาน พร้อมทั้งขับเคลื่อนเชิงนโยบายจนเกิดการจัดเก็บภาษีความหวาน ซึ่งแม้กลไกด้านราคาอาจไม่ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็นับว่า ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้ผู้ผลิตปรับสูตรและออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำตาลน้อย (Low Sugar) สู่ท้องตลาดเพื่อเป็นทางเลือกให้คนรักสุขภาพมากขึ้น
“การวัดความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะในมิติของการลดบริโภคน้ำตาล จึงเป็นเสมือนการประเมินผลการดำเนินงานที่ปลายน้ำ ชี้วัดความสำเร็จของเครือข่ายฯ ทั้งในด้านการรณรงค์และการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากการบริโภคน้ำตาลเกินพอดี ผลการวัดนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถของคนไทยในการตัดสินใจเลือกบริโภค รวมถึงทิศทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งตอกย้ำว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) นั้นเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการสร้างรากฐานความรู้ที่เข้มแข็ง”
ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวถึงการวัดความรอบรู้ด้านอาหาร เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมน้ำตาล ประเด็นที่นักวิชาการพบผู้สูงอายุ คะแนนความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะในประเด็นลดการบริโภคน้ำตาล น้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ นั้น อาจจะด้วยเงื่อนการรับรู้ข้อมูล และการรับรู้รสชาติที่ถดถอยลง
“เราจะพบผู้สูงอายุการรับรู้รสถดถอย หากเราสังเกตุจะมีการรับประทานหวานมากขึ้น”
ส่วนความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการกินหวานและการสูญเสียฟัน ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มองว่า คนไทยช่วงต้นของชีวิต จะสูญเสียฟันไปเพราะฟันผุ สาเหตุจากการกินน้ำตาล กินหวาน คนติดหวานฟันจึงเหลือน้อยกว่า คนไม่ติดหวาน ดังนั้น ฟันแท้ที่เหลืออยู่จึงสามารถบอกระดับความรู้เรื่องน้ำตาลได้ ซึ่งการทำให้คนสามารถมีความรอบรู้มากขึ้นในเรื่องการเลือกเครื่องดื่ม หรืออาหารที่ไม่มีน้ำตาล ตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นจะทำให้คนไทยสามารถเก็บรักษาฟันแท้ได้นานมากขึ้น
ทั้งนี้ ทพญ.ปิยะดา ทิ้งท้ายโดยเชื่อว่า การจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยได้สำเร็จ ต้องทำควบคู่กันทั้ง “การให้ความรู้” เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ และ “การปรับสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้การเลือกดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายที่สุดในชีวิตประจำวัน
“การสร้าง “ความรอบรู้เรื่องน้ำตาล” เพื่อสุขภาพคนไทย การสร้างทางเลือกที่ควบคุมได้เอง ความเข้าใจเรื่องโภชนาการจะเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด เมื่อผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกด้วยตัวเอง เช่น แคมเปญ “หวานน้อยสั่งได้” ที่ช่วยให้คนตัดสินใจลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มได้ทันที การปรับสภาพแวดล้อมในจุดบริการอาหาร เครือข่ายฯ ทำงานเชิงรุกร่วมกับร้านอาหารและโรงอาหาร เช่น การรณรงค์ “ไม่วางเครื่องปรุงบนโต๊ะ” เพื่อกระตุ้นให้คนหยุดคิดก่อนเติม และเปลี่ยนนิสัยการกินรสจัดจัด หวานโดยไม่จำเป็น
หรือแม้กระทั่งผลลัพธ์จากมาตรการภาษีความหวาน แม้การรับรู้ของประชาชนอาจจะยังไม่เปลี่ยนแบบก้าวกระโดด แต่มาตรการทางภาษีนี้ส่งผลให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีน้ำตาลน้อยลง ทำให้คนไทยได้รับน้ำตาลลดลงโดยอัตโนมัติผ่านสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป”